แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - guupost

หน้า: [1] 2 3 ... 14
1
สำหรับไทยแลนด์ยุค 4.0 ที่เป็นยุคที่ระบบไร้สายมีการพัฒนาขึ้นอย่างในตอนนี้ วัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายแบบต่างก็พาเหรดกันกลายเป็นของไร้สายกันแบบถ้วนหน้า ตั้งแต่สายชาร์จ ลำโพง หรือแม้กระทั้งหูฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหูฟังไร้สาย ที่ปัจจุบันนี้ได้ถูกสร้างขึ้นแล้วนำมาวางจำหน่ายบนตลาดกันมากมายก่ายกองหลายแบรนด์ ทำตลาดตีตื้นขึ้นมาแข่งขันกับหูฟังมีสาย และก็ดึงเอาผู้ใช้บางคนให้เปลี่ยนแปลงจากหูฟังเดิมๆไปใช้หูฟังรุ่นนี้กันล้นหลาม

แต่ว่ามั่นใจว่า สำหรับผู้ใช้บางบุคคลที่เคยชินกับหูฟังแบบมีสายมาก่อน บางครั้งก็อาจจะสงสัยอยู่ว่า หากว่าพวกเราทดลองเปลี่ยนแปลงมาใช้หูฟังแบบไร้สายดู จะใช้งานเจริญอย่างกับของเดิมที่เคยใช้อยู่หรือเปล่า บางบุคคลไปสืบค้นข้อมูลตามกระดานสนทนาต่างๆก็ได้เจอกับกระทู้มากมายที่กล่าวว่า หูฟังไร้สายเสียงไม่ดีเท่ากับแบบมีสาย เพราะจำต้องแปลงสัญญาณให้เป็น Bluetooth ก่อนที่จะส่งไปที่ตัวหูฟังที่คุณสวมอยู่ ซึ่งสัญญาณ Bluetooth ครั้งคราวก็มีคุณภาพดี แต่บางครั้งบางคราวคุณภาพก็ไม่ค่อยดีเยอะแค่ไหน เวลาฟังเพลง ก็เลยจะต้องเจอกับปัญหาเสียงขาดๆหายๆอยู่เสมอๆจนกระทั่งเสียอารมณ์การฟังเพลงไปหมด ถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังมองหาหูฟังไร้สายอยู่ แล้วมาเจอกับหัวข้อพวกนี้ อาจใจแป้ว รวมทั้งยกเลิกความคิดที่จะซื้อหูฟังไร้สายมาใช้ไปในทันที ขอบอกว่าอย่าพึ่งจะรีบใจแป้ว เนื่องจากว่าวันนี้พวกเราจะมาดูกันว่า หูฟังไร้สาย ให้คุณภาพเสียงที่ไม่ค่อยดีเมื่อเทียบกับหูฟังแบบมีสาย ใช่หรือไม่

ดังที่ได้บอกไปแล้วในข้างต้นว่า หูฟังไร้สาย จะใช้วิธีแปลงสัญญาณเสียงให้เป็น Bluetooth ก่อนที่จะส่งมาที่ตัวหูฟัง แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยแปลงกลับมาเป็นสัญญาณเสียงใหม่ ในสมัยก่อนที่ระบบ Bluetooth ยังไม่ทันสมัยสักมากแค่ไหน ก็จะต้องเห็นด้วยว่าสัญญาณเสียงมีปัญหาจริงๆบางเวลามีซ่าบ้าง มีขาดหายไปบ้าง แม้กระนั้นในขณะนี้ที่ระบบ Bluetooth ได้ปรับปรุงไปมากแล้ว ก็ทำให้การรับส่งสัญญาณเสียงในหูฟังไร้สายทำได้ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงขาดหายอีกต่อไปแล้ว หากคุณกำลังเล็งหูฟังไร้สายสักรุ่นหนึ่งอยู่ ขอให้หมดกังวลประเด็นการรับส่งสัญญาณเสียงผ่าน Bluetooth ได้เลย รับประกันว่าถ้าหากคุณทดลองต่อหูฟังไร้สายกับวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์มือ Smartphone, iPod หรือ Tablet คุณจะสามารถฟังเพลงได้อย่างสบาย ฟินไปกับเสียงร้องที่เพราะ ดนตรีที่อัดแน่นจนถึงเสียงเบสได้แน่ๆ

เว้นเสียแต่สัญญาณ Bluetooth ของหูฟังที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ในหูฟังไร้สาย ยังได้รับการพัฒนาลำโพงจนสามารถแสดงคุณภาพเสียงได้จนกระทั่งระบบ HD แสดงเสียงเบส เสียงเมโลดี้ และรายละเอียดเสียงร้องต่างๆได้อย่างครบถ้วนและก็นุ่มนวล เหมาะสมอย่างยิ่งในการใช้ฟังเพลงโปรดของคุณ ในเวลาเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์สำหรับเพื่อการฟังเสียงอื่นๆได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่ผ่านการอัดมา หรือเสียงพูดผ่านโทรศัพท์ ก็มีความชัดเจน สัมผัสเนื้อหาเสียงได้ครบ แม้ว่าจะมีเสียงรบกวนที่มาจากสภาพแวดล้อมข้างนอกก็ตาม

จากรายละเอียดที่กล่าวมาทั้งผอง ก็เลยสามารถสรุปได้ว่า หูฟังไร้สายเป็นหูฟังที่คุณภาพเสียงบรรเจิดไม่แตกต่างจากหูฟังมีสายที่วางจำหน่ายกันทั่วๆไปเลย แถมยังเป็นหูฟังที่ให้ความสบายสำหรับเพื่อการใช้งานได้ยิ่งกว่า เนื่องจากไม่มีสายมาขวางให้รำคาญ สามารถใช้ได้ในทุกสถานที่ ทุกโอกาส จะเป็นตอนที่กำลังขับรถอยู่ ตอนกำลังไต่เขา เดินป่า หรืเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่ไม่อาจจะชูหูโทรศัพท์ขึ้นมากล่าวได้ในเวลานั้นก็ไม่ใช่ปัญหา เพียงแค่คุณทำการเชื่อมต่อหูฟังไร้สาย แล้วกดรับโทรศัพท์ ก็สามารถพูดโทรศัพท์ได้เลย เรียกว่าเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยทำให้ชีวิตง่ายมากยิ่งขึ้นได้มากจริงๆ

อย่างไรก็ดี ในการเลือกซื้อหูฟังไร้สายมาใช้สักตัวหนึ่งนั้น คุณควรมีแนวทางเลือกสักหน่อย เพื่อสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาใช้งานได้อย่างแท้จริง โดยการทำได้ดังต่อไปนี้
1. อย่าเลือกหูฟังที่แพงถูกเกินความจำเป็นมาใช้งาน เพราะว่าหูฟังจำพวกนี้มักถูกทำขึ้นจากวัสดุที่มิได้คุณภาพสักมากแค่ไหน ถูกลดเกรดไปเรื่อยๆเมื่อนำมาใช้งานจริงจะใช้ได้ไม่ดี มีปัญหาแสดงเสียงไม่ละเอียดบ้าง เสียงแหลมเกินไปบ้าง หรือบางครั้งบางคราวสัญญาณ Bluetooth ก็ขาดๆหายๆและก็เมื่อใช้งานไปได้สักระยะ หูฟังไร้สายดังกล่าวก็จะกลับไปอยู่บ้านเก่าไปในเวลาอันเร็ว ขณะที่หูฟังไร้สายแบบมีราคาขึ้นมาสักนิด จะเป็นหูฟังที่ใช้งานเจริญ ประกอบขึ้นจากวัสดุที่มีคุณภาพ แล้วก็แก่การใช้งานที่เป็นเวลานานมากกว่า หากคุณไม่ขัดข้องที่จะซื้อหูฟังราคาแพงๆก็ขอชี้แนะให้ซื้อรุ่นที่แพงสูงมากขึ้นมาสักนิดมาใช้งานจะดียิ่งกว่า
2. ลองเช็คหูฟังที่กำลังเลือกดูก่อนว่ามีคุณภาพการประกอบเป็นยังไง และก็ควรจะทดลองหูฟังด้วยการต่อกับโทรศัพท์ของคุณ แล้วทดลองฟังเพลงจากในเครื่องของคุณดูด้วย ถ้าว่าหูฟังนั้นให้คุณภาพเสียงที่ออกจะดีพอควร ก็สามารถถือได้ว่าเป็นหูฟังที่มีคุณภาพดี สามารถซื้อไปใช้งานได้เลย แต่หากทดสอบดูแล้วะพบว่าไม่ค่อยดีสักเท่าไร ก็ให้เปลี่ยนแปลงรุ่นไปเลย เพื่อได้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความอยากได้อย่างแท้จริง ไมมีปัญหาใดตามมาวันหลังกระทั่งเชิญชวนให้เสียอารมณ์เปล่าๆ

ที่มา บทความหูฟังไร้สาย: https://www.dotlife.store

2
การออกจากบ้านที่แสนอบอุ่น ไปอยู่ด้วยตัวคนเดียวข้างในหอพัก แน่ๆที่สุดว่าพวกเราต้องขนถ่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายแบบไปด้วย ทั้งพัดลม ทีวี รวมทั้งตู้เย็น โดยเฉพาะตู้แช่เย็น ถือเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่จำเป็นจะต้องที่สุดสำหรับหอพัก เนื่องจากถ้าเกิดพวกเราไม่มีตู้เย็นไปไว้ใช้เลย ก็จะไม่อาจจะเก็บรักษาของกินอะไรไว้ได้เลย ยิ่งในหอพักที่เราจะไม่สามารถอุ่นอาหาร ทำกับข้าวได้สะดวกราวกับตอนอยู่บ้าน ถ้าหากว่าไม่มีตู้เย็นไปไว้ช่วยรักษาอาหาร ท้ายที่สุดเราก็จะต้องคอยซื้ออาหารมารับประทานใหม่กันทุกมื้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองมาก

เพราะในหอมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ตู้แช่เย็นที่เราจะขนถ่ายไปใช้ได้ก็เลยมีตัวเลือกไม่มากสักเท่าไรนัก สำคัญๆก็จะมีแค่ตู้เย็น 1 ประตู กับตู้แช่เย็น 2 ประตูเพียงแค่นั้น เนื่องจากว่าคงไม่มีผู้ใดขนตู้เย็นแบบ side by side หรือตู้แช่เหล้าองุ่นไปไว้ใช้ในหอพักแน่นอน สำหรับคุณที่กำลังมองหาตู้เย็นสักใบไปไว้ใช้ในหอพักอยู่ บางทีก็อาจจะกำลังคิดอยู่ว่าจะใช้ตู้เย็น 1 ประตู หรือ 2 ประตูดี ในบทความนี้พวกเราจะมาหาคำตอบกัน

ขั้นแรก การเข้าพักในหอพัก เหตุหนึ่งที่คุณจะต้องใคร่ครวญและจำไว้ให้ขึ้นใจเสมอ ก็คือปัจจัยเรื่องค่าไฟฟ้า อย่าคิดไปนะว่าค่าไฟในหอพักจะมีมูลค่าเท่ากับค่าไฟฟ้าอย่างที่เราใช้กันในบ้านตามธรรมดา เปรียบง่ายๆถ้าค่าไฟฟ้าที่คุณใช้ในบ้านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่ที่หน่วยละ 3 บาท ค่าไฟในหอพัก จะมีมูลค่าสูงขึ้นไปอยู่ที่หน่วยละ 7 บาท ดังนี้ฯลฯ ถ้าหากว่าคุณนำอุปกรณ์ไฟฟ้าที่รับประทานไฟเป็นจำนวนมากไปใช้ในหอ ค่าไฟฟ้าได้ใหญ่โตแน่ๆเมื่อกลับมาพินิจพิเคราะห์ที่ตู้เย็น โดยธรรมดา ตู้เย็น1ประตู มักมีอัตราการกินไฟต่ำกว่าตู้เย็นแบบ 2 ประตูอย่างชัดเจน ด้วยเหตุว่ามีขนาดไม่ใหญ่มาก จึงใช้พลังงานน้อย ดังนั้นถ้าเกิดพิจารณาเพียงแค่สาเหตุเรื่องค่าไฟฟ้า จะมองเห็นได้ว่าตู้เย็น 1 ประตู เหาะกับการขนย้ายไปใช้ในหอมากยิ่งกว่าตู้แช่เย็นแบบ 2 ประตู ที่รับประทานไฟมากกว่าจริงๆ

เมื่ออ่านมาถึงที่ตรงนี้ คุณอาจจะสงสัยว่า มีแค่เรื่องค่าไฟเท่านั้นหรือที่ทำให้ตู้เย็น 1 ประตู เหมาะกับหอพัก ถ้าหากว่าตัวคุณเองมีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าไฟ มาใช้ตู้เย็น 2 ประตู ก็อาจไม่มีปัญหาใช่ไหม หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังคิดอย่างนี้อยู่ ขอบอกว่าอย่าเพิ่งจะรีบตัดสินใจ เพราะว่ายังมีอีกหลายเหตุผล ที่บ่งบอกว่าตู้แช่เย็นแบบ 1 ประตู เหมาะสมกับหอพักมากกว่าจริงๆส่วนจะมีอะไรบ้าง เราจะนำมาให้คุณได้ดูกัน ดังนี้
1. ตู้เย็นหนึ่งประตู มีขนาดของตู้เล็กมากยิ่งกว่าตู้เย็นแบบ 2 ประตูออกจะมากมาย แถมยังมีความสูงน้อยกว่าด้วย คุณสามารถเขยื้อนย้านไปใช้ได้ในทุกหอพัก ไม่ว่าหอของคุณจะมีห้องขนาดแคบเล็ก หรือมีประตูที่เตี้ยสักเท่าใดก็ตาม ก็หมดห่วงไปได้เลยว่าจะนำตู้เย็นไปตั้งได้หรือไม่ และก็ด้วยความที่มีขนาดออกจะเล็ก ทำให้ไม่รับประทานพื้นที่ใช้สอยในหอของคุณเท่าไรนัก คุณจะยังเหลือพื้นที่ในห้องของคุณไว้ใช้ตั้งวางของ หรือจัดเป็นมุมสวยๆสำหรับนั่งดำเนินการได้อีกเยอะ
2. ตู้เย็น 1 ประตู เป็นตู้ที่ไม่มีฟังก์ชั่นนำสมัยอะไรมากมาย มีเพียงแค่ชั้นวางสำหรับแช่ของ ช่องฟรีซ ช่องใส่ขวดน้ำเท่านั้น คุณจึงไม่จำเป็นที่ต้องคอยทะนุบำรุงตู้มากเลย หน้าที่ของคุณมีแค่นำของกิน หรือเครื่องดื่มที่บางทีอาจจะบูด เสีย ใส่ตู้แช่เย็นไว้ให้ไม่มีอันตราย กับคอยละลายน้ำแข็ง แล้วก็หมั่นทำความสะอาดตู้ไม่ให้มีคราบสกปรก แล้วก็ขยะเข้าไปสะสมแค่นั้นก็พอแล้ว ไม่ต้องรอไล่น้ำ กำจัดขี้ตะกรัน เหมือนตู้เย็นที่ฟังก์ชั่นจัดเต็ม นอกจากนี้ การที่มีฟังก์ชั่นน้อย ทำให้ใช้กระแสไฟฟ้าสำหรับในการหล่อเลี้ยงน้อยกว่า รวมทั้งก่อให้เกิดเรื่องสาเหตุค่าไฟดังที่กล่าวไว้ข้างต้นด้วยว่า ตู้เย็น 1 ประตู รับประทานไฟน้อยกว่าตู้เย็น 2 ประตูจริงๆ
3. ตู้เย็น 1 ประตู มีน้ำหนักเบากว่าตู้เย็นแบบ 2 ประตูมาก ใช้คนแค่เพียง 2 คน ก็สามารถโยกย้ายได้ และไม่กระตุ้นให้เกิดความลำเค็ญยามที่จำเป็นต้องขนขึ้นหอพักที่อยู่ชั้นสูงๆหรือหอพักที่ไม่มีลิฟท์ จะต้องขึ้นบันไดสถานที่เดียว

มองเห็นไหมว่า ตู้เย็น 1 ประตู เหมาะสมกับหอมากมายจริงๆใครที่กำลังคิดว่าจะย้ายไปอยู่หอพักในเร็วๆนี้ พวกเราขอชี้แนะให้ใช้ตู้เย็น 1 ประตูเลย ดียิ่งกว่าแน่นอน
ส่วนการดูแลรักษาตู้เย็น 1 ประตู ให้มีความสะอาด พร้อมใช้งาน แล้วก็มีความคงทนอยู่เสมอ ใช้งานในหอได้นาน สามารถทำเป็นดังนี้
1. เมื่อตู้เย็นเริ่มว่างลง ไม่ค่อยมีอาหารมาใส่แล้ว ควรใช้โอกาสนั้นกระทำถูทำความสะอาดตู้แช่เย็นซะ เก็บกวาดเศษอาหาร อาหารเก่า และก็ขยะต่างๆที่หมักอยู่ในตู้แช่เย็นออกไปทิ้งให้หมด หลังจากนั้นเช็ดทำความสะอาดบริเวณที่มีคราบด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำกิน อย่าปล่อยจนตราบเท่าตู้แช่เย็นมีกลิ่น หรือมีเชื้อราดำขึ้น เนื่องจากจะมีผลต่อของกินที่จะนำไปแช่คราวถัดมา
2. ถ้าหากพบว่าน้ำแข็งในช่องฟรีซเริ่มเกาะครึ้มขึ้น ควรกดปุ่มละลายน้ำแข็ง หรืออีกวิธีหนึ่งคือกระทำ OFF ตู้เย็น ดึงปลั๊กไฟฟ้าออก แล้วเปิดประตูตู้เย็นอ้าไว้ เพื่อน้ำแข็งละลายจนถึงหมด ระหว่างนี้คุณต้องหมั่นดึงถาดรับน้ำของตู้เย็นออก นำน้ำไปเททิ้ง แล้วใส่ถาดกลับเข้าไปใหม่อยู่เป็นประจำ จนถึงเมื่อน้ำแข็งละลายหมดแล้ว ค่อยชำระล้างให้เป็นระเบียบเรียบร้อยถัดไป ชี้แนะให้ทำตอนที่ไม่มีของกินแช่อยู่ในตู้เย็น หรือเหลือแต่อาหารที่เก็บได้นานแล้ว

ขอบคุณสำหรับที่มา บทความตู้เย็น 1 ประตู: Index

3
ในช่วงปัจจุบันที่ผู้คนอยากได้ความสบายสบายสำหรับเพื่อการดำรงชีวิต เครื่องใช้ไฟฟ้า ถือเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากอย่างยิ่ง
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการวางจำหน่ายอยู่ตามร้านค้า รวมทั้งแหล่งจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆนั้น ตอนนี้มีอยู่นานัปการแบรนด์ ตั้งแต่ยี่ห้อดังๆมีชื่อเสียงของผู้ใช้โดยธรรมดา ไปจนถึงแบรนด์แปลกๆที่ไม่ค่อยชินหูมากเท่าไรนัก ซึ่งราคาของอุปกรณ์ไฟฟ้าก็จะเปลี่ยนตามแบรนด์ของมันด้วย โดยทั่วไป อุปกรณ์ไฟฟ้าแบรนด์ดังๆมักมีราคาค่อนข้างจะสูง ในช่วงเวลาที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แบรนด์แปลกๆราคาชอบถูก บางครั้งก็อาจจะถูกกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ดังถึงครึ่งเดียวเลยทีเดียว ด้วยเหตุนั้น คนอีกจำนวนไม่น้อยจึงหันไปซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าราคาไม่แพงมาไว้ใช้ในบ้าน แทนที่จะจำต้องเสียเงินเสียทองจำนวนมากเพื่อซื้อสินค้าราคาแพง แต่ จำเป็นต้องขอบอกเลยว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นข้าวของที่คุณภาพเปลี่ยนตามราคา มีคนจำนวนไม่น้อยที่ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ราคาถูกไปใช้งาน ก่อนจะพบว่าเป็ฯผลิตภัณฑ์ที่มิได้คุณภาพ ใช้งานไปได้ไม่นานมากแค่ไหนก็พังทลาย เปิดไม่ติดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น บางคนจำต้องพบกับอันตรายจากเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์คุณภาพต่ำนั้นอีก ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จากแบรนด์ดังที่ราคาแพงแพง หลายท่านซื้อไปรวมทั้งพบว่าใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหาตามมา ดังนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ราคาแพงแพง ก็ไม่ใช่ว่าจะมีคุณภาพดีไปเสียทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ราคาถูกก็ไม่ใช่ว่าจะด้อยประสิทธิภาพไปเสียทั้งหมดทั้งปวงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในเนื้อหานี้ เราจะมาดูกันว่า หากอยากเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาใช้งาน จะต้องมองที่อะไรบ้าง
1. ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่มองเห็นได้จากข้างนอก ส่วนนี้เราสามารถตรวจเช็คได้ทันที กรรมวิธีคือลองดูภาวะด้านนอกของเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นดูก่อนว่าใช้วัสดุอะไรมาประกอบ หากวัสดุที่ใช้ข้างนอกเป็นสแตนเลส โลหะ หรือพลาสติกคุณภาพดี พวกเราก็สามารถเก็บเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นนั้นไว้เป็นตัวเลือกได้ แต่ว่าถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใดที่ใช้สิ่งของประกอบด้านนอกไม่ค่อยดีมากแค่ไหน ดังเช่น พลาสติกคุณภาพต่ำ โลหะบางๆพวกเราก็บางครั้งอาจจะอนุมานได้ว่าส่วนประกอบข้างในบางครั้งอาจจะไม่ดี สามารถตัดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นออกจากตัวเลือกได้ สำหรับข้อนี้ หลายท่านบางครั้งก็อาจจะมองว่ามองเพียงแค่อุปกรณ์จากด้านนอกได้จริงหรือ เป็นไปไม่ได้เลยหรือที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่อุปกรณ์ข้างนอกมีคุณภาพต่ำ แต่ว่าองค์ประกอบด้านในอาจจะมีคุณภาพก็ได้ ขอตอบเลยว่า จากข้อมูลของผู้ใช้ตามกระดานข่าวต่างๆพบว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้อุปกรณ์คุณภาพไม่ดีประกอบด้านนอก ชอบเสียเมื่อใช้ไปได้ไม่นาน ด้วยเหตุนั้นขอให้คิดไว้ก่อนเลยว่า ขนาดวัสดุประกอบภายนอกยังไม่ดี แล้วองค์ประกอบข้างในจะดีได้เช่นไร ขอให้เลี่ยงเสีย
2. สายไฟที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆควรเป็นสายไฟที่มีขนาดเหมาะสมกับกระแสไฟฟ้าที่เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นอยากได้ ยิ่งถ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภททำความร้อน อย่างเช่น หม้อหุงข้าว กระติกใส่น้ำร้อน เตาย่าง ควรที่จะเลือกรุ่นที่มีสายไฟขนาดใหญ่พอเพียง เพราะว่าหากว่าเรานำเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สายไฟไม่ใหญ่พอที่จะรับกระแสได้ เมื่อใช้งานไปได้สักระยะ จะกำเนิดความร้อนขึ้นที่สายไฟ รวมทั้งถ้าเกิดใช้เป็นเวลานานๆจะส่งผลให้สายไฟละลาย หรือเกิดไฟลุกขึ้นได้ เพราะฉะนั้นสำหรับการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ควรที่จะเลือกรุ่นที่ใช้สายไฟเหมาะสมกับสิ่งที่จำเป็นไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนั้นๆ
3. ราคา ตามที่กล่าวไปในข้างต้นว่า ราคานับว่าเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ชีวัดประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี โดยถ้าพวกเราอยากซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ ก็ไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะต้องใช้ไฟมาก หรือต้องใช้งานทั้งวัน หรือหากว่าเราไม่มีเงินมากพอจะซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าราคาแพงได้ ก็บางทีอาจเลือกรุ่นที่แพงถูกลงมา แต่ว่าจำต้องผิดเกินไป
4. ความคิดเห็นจากผู้ที่เคยใช้ ส่วนนี้จัดว่าสำคัญ เพราะประสบการณ์ของผู้ที่เคยใช้จะเป็นตัวชี้ได้อย่างยอดเยี่ยมว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์นั้นมีคุณภาพหรือเปล่า โดยควรที่จะทำการเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีเสียงตอบรับจากผู้ใช้โดยมากว่าใช้ดี ทน ไม่มีปัญหา ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์ที่ได้รับเสียงตอบรับว่าห่วย ใช้งานไม่ดี เสียง่าย ก็ควรจะหลบหลีกไม่ซื้อมาใช้งาน สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ค่อยมีใครกันแน่เอ่ยถึงสักมากแค่ไหน ก็เป็นสินค้าที่ควรจะเลี่ยงไม่ซื้อมาใช้งานด้วยเหมือนกัน เหตุเพราะมีความน่าจะเป็นไปได้ว่าอุปกรณ์ไฟฟ้ายี่ห้อนั้นอาจมีคุณภาพี่ไม่ดี จึงไม่ค่อยถูกซื้อไปใช้งานมากสักเท่าไรนัก
5. อย่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าจากแรงเชียร์ของพนักงานที่มีหน้าที่สำหรับขาย หลายๆคนที่ได้หาข้อมูลไว้แล้ว และตกลงใจแล้วว่าจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จากแบรนด์หนึ่งที่ตนคิดไว้ ชอบพลาดตอนมาซื้อที่ห้างจริงๆเพราะว่าพนักงานที่มีหน้าที่ขายจะเชียร์แบรนด์ที่ตนขายอยู่ตลอดเวลา บางครั้งบางคราวก็กล่าวว่าผลิตภัณฑ์จากยี่ห้อที่พวกเราเล็งไว้อยู่นั้นไม่ดี อย่าไปซื้อ ลงท้ายก็จบที่เราเผลอซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่พนักงานเชียร์ขาย ก่อนจะจำต้องมาพบว่าสิ่งที่ตนซื้อมานั้นไม่มีคุณภาพ ด้วยเหตุนี้ เมื่อไปซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ตามห้าง ขอให้ใจแข็งเข้าไว้ อย่าเผลอหลงคารมบุคลากรโดยเด็ดขาด

การจะเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ได้ของที่มีคุณภาพมานั้น หลักๆก็ต้องดูที่ 5 ข้อดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วมานี้ รับรองว่าท่านจะสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาได้อย่างแน่แท้ แต่ว่าสำหรับม่าม้าบ้านบางบุคคล อาจจะมีความวิตกกังวลอยู่ว่าตนมองอะไรไม่เป็นสักอย่าง แม้กระทั้งวัสดุด้านนอกก็ยังไม่อาจจะแยกได้ แม้เป็นแบบนี้ ก็ขอให้ท่านเลือกซื้อเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้ายี่ห้อดีๆราคาพอควรเป็นหลัก แล้วท่านจะได้สินค้าที่มีความคงทน ตรงตามความอยากได้เลย

แหล่งที่มา บทความเครื่องใช้ไฟฟ้า: Index Living Mall

4
พัดลม เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่อยูคู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลานาน แฃะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ทุกบ้านควรจะมีด้วยเหตุว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่มีอากาศร้อน หากไม่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าอะไรสักอย่างที่พอเพียงจะคลายร้อนได้บ้าง อาจเป็นไปไม่ได้อยู่อาศัยในบ้านได้อย่างสุขสบายแน่

ตอนนี้ พัดลมกลายเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับการพัฒนาให้ออกมาหลายแบบ รองรับทุกรูปแบบการใช้งาน อีกทั้งพัดลมตั้งโต๊ะ พัดลมตั้งพื้นพัดลมติดฝาผนัง พัดลมติดเพดาน พัดลมโคจร และก็ฯลฯ ในบรรดาแบบอย่างพัดลมกลุ่มนี้ พัดลมตั้งโต๊ะ ดูเหมือนจะเป็นแบบยอดนิยมเพื่อการใช้แรงงานสูงที่สุด เนื่องด้วยมีขนาดกระชับ น้ำหนักค่อย โยกย้ายง่าย ปรับใช้งานได้หลากหลาย จะพัดในที่ต่ำก็ได้ หรือจะนำไปใช้พัดในที่สูงก็แค่หาโต๊ะหรือเก้าอี้มาต่อแค่นั้นไม่เสมือนพัดลมตั้งพื้นหรือพัดลมโคจร ที่ใช้งานได้ไม่หลากหลายนัก แถมยังโยกย้ายทุกข์ยากลำบากมากอีกด้วยหลายบริษัทเล็งเห็นถึงความปรารถนาของผู้คนที่มีต่อพัดลมตั้งโต๊ะ ก็เลยได้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จำพวกนี้ออกมาวางจำหน่ายบนท้องตลาดกันแบบคับคั่ง อย่างที่พวกเราจะเห็นว่าในห้างสรรพสินค้า แล้วก็ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ มีทั้งพัดลม ตั้งโต๊ะแบรนด์เนม และก็พัดลมโนเนมมาให้ได้เลือกกัน แต่ถามว่าหากพวกเราจำเป็นต้องไปซื้อพัดลมชนิดนี้มาใช้ในบ้านตัวเอง จะเลือกพัดลมแบรนด์เนมหรือโนเนมดีละ วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

ข้อแรก ขอเชื้อเชิญทุกคนไปทำความเข้าใจกับนิยามของพัดลมแบรนด์เนม กับพัดลมโนเนมก่อน พัดมแบรนด์เนม คือ พัดลมตั้งโต๊ะ ที่มีแบรนด์อันเป็นที่รู้จักทั่วๆไป กล่าวชื่อขึ้นมาเวลาใด ไม่มีใครที่ไม่รู้ ได้แก่ พัดลม Mitsubishi Toshiba Hitachi Panasonic Hatari อะไรทำนองนี้ ส่วนพัดลมโนเนม คือพัดลมที่ผลิตออกมาแบบไม่มียี่ห้อติด หรือถึงจะมีแบรนด์ เวลาบอกชื่อขึ้นมา หลายๆคนจะเกิดรีแอคว่า มีพัดลมยี่ห้อนี้อยู่บนโลกด้วยหรือ นี่ยังรวมถึงพัดลมที่ผลิตมานาน แต่คนไม่ค่อยรู้จัก ก็นับได้ว่าเป็นพัดลมแบบโนเนมด้วย

ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างพัดลม ตั้งโต๊ะแบรนด์เนม กับพัดลมตั้งโต๊ะโนเนม ก็คือ ราคา เป็นที่รู้กันว่าพัดลมตั้งโต๊ะแบบแบรนด์เนมราคาจะสูงมากมาย บางแบรนด์ราคาพุ่งไปถึงหลักพันทั้งๆที่เป็นเพียงแค่พัดลมตัวเล็กๆส่วนถ้าหากเป็นพัดลมโนเนม ราคาจะต่ำมากถึงเยอะที่สุด บางตัวใช้แบงค์ร้อยเพียงแค่ใบเดียวก็ซื้อมาเป็นเจ้าของได้แล้ว ปริศนาเป็นเพราะเหตุใดจึงเป็นแบบนั้น แล้วถ้าหากพวกเราอยากได้พัดลมมาใช้สักตัวจริงๆไปซื้อพัดลมโนเนมมาใช้ไม่ดีกว่าหรือ พัดได้แบบเดียวกัน แถมไม่สิ้นเปลืองด้วย ข้อนี้จะขอตอบเลยว่า ที่พัดลมแบรนด์เนมกับพัดลมโนเนมแตกต่างกันเนื่องจากมีต้นเหตุ 2 อย่าง ดังต่อไปนี้
1. อุปกรณ์ที่ใช้ โดยปกติพัดลมแบรนด์เนมมักจะใช้สิ่งของที่มีคุณภาพกว่า ผลิตมาจากบริษัทแม่ที่มีการควบคุมประสิทธิภาพอยู่เสมอ มีการทดสอบคุณภาพชิ้นส่วนแต่ละชิ้น ด้วยความที่เป็นชิ้นส่วนผลิตเอง ทำให้มีต้นทุนสูง แต่ในขณะเดียวกันชิ้นส่วนก็จะมีความคงทน ใช้งานได้ดีมากว่าด้วย มีรอบการหมุนดี ให้ลมแรง ในเวลาที่พัดลมโนเนม มักจะใช้อุปกรณ์ที่ว่าจ้างผลิตขึ้นจากโรงงานที่มีกำลังการผลิตสูง เมื่อกำลังการผลิตสูง ก็พอๆกับว่าจะต้องรีบเร่งผลิต ไม่มีเวลามาพิจารณาประสิทธิภาพ ผลิตเสร็จก็ส่งออกในราคาไม่แพง แล้วบริษัทผู้ผลิตก็จะเอามาประกอบเองต่อ พร้อมตีตราแบรนด์ตนเอง บางยี่ห้อยิ่งหนัก เป็นให้บริษัทที่มีกำลังการผลิตประกอบให้ตัวเองด้วยเลย และรับมาแค่ตีตราเพียงแค่นั้น เมื่อเป็นแบบนี้ จึงทำให้พัดลมโนเนมมีต้นทุนการผลิตถูกมากมาย ราคาขายก็เลยต่ำตามไปด้วย แต่ถึงจะราคาไม่แพง มันก็แลกมาด้วยสภาพส่วนประกอบที่ไม่มีประสิทธิภาพสักเท่าไหร่ ใช้ได้ไม่แข็งแรง หมุนแล้วไม่ค่อยมีลมออกมา แล้วก็ถ้าหากใช้ผ่านไปเพียงแค่ 4-5 เดือนก็เริ่มมีปัญหาแล้ว อย่างหมุนช้าลง หรือบางทีก็ไม่หมุนเลย
2. ประสิทธิภาพการประกอบ พัดลมแบรนด์เนมส่วนใหญ่จะมีคุณภาพการประกอบที่ดี มีโครงแข็งแรง ยึดองค์ประกอบต่างๆดี ด้วยเหตุว่าผลิตเอง รวมทั้งมีการควบคุมประสิทธิภาพการประกอบอยู่เสมอ ทำให้ใช้งานได้นาน ไม่ค่อยเจอกับปัญหาตามมา ในเวลาที่พัดลมตั้งโต๊ะโนเนมราคาถูกๆมักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคุณภาพการประกอบ บางเครื่องนี่เห็นได้ชัดเลยว่าส่วนประกอบบางชิ้นยึดไม่แน่น พอเพียงเอามาใช้ก็เกิดปัญหาอย่างสั่น เสียงดัง และก็จะตายนี้ไปในเวลาไม่ถึงปี พร้อมกับประสิทธิภาพพลาสติกโครงที่เป็นของคุณภาพแย่ ติดไฟง่าย มอเตอร์ไหม้ครั้งไฟก็ลุกในเวลาไม่ถึง 10 นาที เปลี่ยนเป็นชนวนของอัคคีภัยกันไปอีก จากรายละเอียดที่ว่ามานี้ คุณผู้อ่านคงจะเพียงพอจะเลือกกันได้แล้วว่าจะเอาพัดลมตั้งโต๊ะแบบแบรนด์เนม หรือจะเลือกของโนเนมราคาไม่แพงๆไปใช้ที่บ้าน อย่าซื้อแบบดูเพียงแค่ราคาอย่างเดียว เนื่องจากว่าถึงแม้ว่าจะคุณได้พัดลมราคาถูกมาใช้งาน แต่เมื่อใช้ไปแล้วพังทลายจะต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ก็พอๆกับว่าต้องเสียเงิน 2 ต่อ สู้ซื้อพัดลมที่คุณภาพดี แม้จะราคาสูงหน่อย แต่ว่าไม่ต้องรอเปลี่ยนใหม่ 4-5 ปีก็อยู่ได้สบาย แบบงี้สิถึงจะเรียกว่าคุ้มของแท้

เครดิตบทความ บทความพัดลมตั้งโต๊ะ: Index

5
ในระยะเวลารุ่งเช้า หรือบางทีก็อาจจะยามเช้ามากมายสำหรับใครบางคน การมีนาฬิกาปลุกไว้ช่วยปลุก ก็คงจะเกิดเรื่องที่จำเป็นจะต้องประเภทห้ามให้ขาดเลยเด็ดขาดกันเลยทีเดียว

คุณคงพอจะรู้ดีอยู่แล้วว่า นาฬิกาปลุกที่วางขายอยู่บนตลาดในขณะนี้นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังเช่น นาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลที่แสดงหน้าปัดเป็นตัวเลข และก็นาฬิกาปลุกแบบเข็ม แต่ว่าคุณอาจจะไม่รู้จักว่าจริงๆแล้ว หากต้องการจะเลือกนาฬิกาปลุกแบบใดสักแบบหนึ่ง จำต้องดูที่อะไรบ้าง บางทีเมื่อไปห้างสรรพสินค้า คุณก็เลือกเฉพาะนาฬิกาเรือนที่ตัวเองถูกใจ พอนำกลับมาใช้ที่บ้านก็พบว่าใช้งานได้ไม่ดี ไม่ตรงตามความปรารถนาสักเท่าไร เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจเกิดความข้องใจขึ้นมาบ้างแล้วว่า ถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้นพวกเราควรจะซื้อนาฬิกาปลุกแบบไหนดี วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก

แต่ก่อนที่จะไปเปรียบกันว่านาฬิกาแบบไหนดียิ่งกว่ากัน พวกเราจำต้องรู้เรื่องก่อนว่านาฬิกาแต่ละเรือนนมีลักษณะอย่างไร เริ่มจากนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลก่อน นาฬิกาปลุกรุ่นนี้มีเอกลักษณ์เป็นการแสดงผลหน้าปัดเป็นตัวเลข เจาะจงชั่วโมง นาที แล้วก็วินาทีอย่างพิถีพิถัน ในนาฬิกาปลุกดิจิทัลบางรุ่น ยังมีการบอกจำนวนอุณหภูมิเวลานี้อีกด้วย จุดเด่นของนาฬิกาปลุกรุ่นนี้คือบอกเวลาได้ละเอียด คุณสามารถรู้ได้ทันทีว่าช่วงนี้เป็นเวลาชั่วโมง กี่นาที และก็กี่วินาทีแล้ว ส่วนจุดอ่อนของนาฬิกาปลุกรุ่นนี้คือ ด้วยความเป็นนาฬิกาแสดงตัวเลข ทำให้เมื่อถึงเวลาเวลากลางคืนที่ปิดไฟมืดหมดแล้ว คุณจะไม่สามารถมองเห็นเลขเวลาได้ ผู้สร้างหลายรายได้เห็นถึงข้อด้อยส่วนนี้ ก็เลยได้เพิ่มฟังก์ชั่นสำหรับเปิดไฟสะท้อนแสงที่หน้าปัดนาฬิกา โดยเมื่อกดปุ่ม คุณจะสามารถเห็นจำนวนเวลาได้ ปัญหานี้ก็จะลดลง แต่ว่าในนาฬิกาดิจิทัลรุ่นต่ำๆจะยังไม่มีฟังก์ชั่นส่วนนี้ นอกจากนั้น ยังมีผู้ผลิตบางรายที่คิดทำให้นาฬิกาปลุกดิจิทัลของตนเองมีตัวเลขเรืองแสงอยู่ตลอดระยะเวลา ก็จะช่วยให้แลเห็นในที่มืดได้กระจ่างดียิ่งขึ้น แต่ว่าก็ตามมาด้วยปัญหาแสงสว่างจากจำนวนบนนาฬิการบกวนคุณตลอดระยะเวลา ทำให้ไม่อาจจะนอนหลับได้สนิท จะต้องย้ายนาฬิกาไปไว้ห้องอื่น แปลงเป็นข้อตำหนิขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง

ส่วนนาฬิกาปลุกแบบเข็ม เป็นนาฬิกาแบบดั้งเดิมที่อยู่คู่กับเมืองไทยพวกเรามานานแล้ว เอกลักษณ์ของนาฬิการุ่นนี้ก็คือ มีเข็มสั้น เข็มยาว แล้วก็เข็มวินาทีบนหน้าปัด เข็มทั้ง 3 จะเขยื้อนไปเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านไป เนื่องจากว่าเป็นนาฬิกาเข็ม ทำให้การบอกเวลาอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีความละเอียดน้อยกว่านาฬิกาแบบดิจิทัลอยู่หน่อยหนึ่ง คุณอาจจะไม่อาจจะดูเวลาจากนาฬิกาแบบเข็ม แล้วบอกได้ละเอียดหมดเลยว่าตอนนี้กี่ชั่วโมง กี่นาที กี่วินาที แม้กระนั้นก็พอที่จะบอกเวลาแบบโดยประมาณได้อยู่ว่าขณะนี้ตรงเวลากี่นาฬิกา กี่นาที นอกจากนั้น นาฬิกาแบบเข็มยังเป็นนาฬิกาที่ไม่ค่อยมีฟังก์ชั่นจัดเต็มเหมือนอย่างนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลสักเท่าไรนัก ยิ่งบางรุ่น คุณอาจจะสามารถใช้งานได้แค่เพียงดูเวลาสิ่งเดียว ดูราวกับว่าเป็นจุดบกพร่อง แต่จริงๆก็ถือเป็นจุดเด่นสำหรับคนที่ไม่อยากนาฬิกาที่ใช้งานยุ่งยากมาก บอกเวลาได้ก็พอแล้ว เพราะว่าบางครั้งบางคราวซื้อนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลมา ก็จำต้องเจอกับตัวเลขที่มากไม่น้อยเลยทีเดียวเต็มไปหมด มองเกือบจะไม่รู้เรื่องว่าเลขไหนเป็นเวลา หรือเลขไหนเป็นอย่างไร คุณจะไม่พบปัญหานี้ในนาฬิกาปลุกดิจิทัล

จะเห็นได้ว่า ลักษณะเด่นของนาฬิกาปลุกทั้งยัง 2 อย่างงี้ ก็มีความต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแบบอย่างแล้วก็ฟังก์ชั่นการใช้งาน ต่อนี้ไปกลับมาไปสู่ปริศนาที่ว่า ถ้าเกิดต้องการจะได้นาฬิกาปลุกสักเรือนละ จะเลือกแบบไหนดี เนื่องจากว่านาฬิกา 2 แบบ ต่างก็มีลักษณะเด่นไม่เหมือนกัน ทำให้อาจบอกแบบพิจารณาไปเลยไม่ได้ในทันทีว่าซื้อเรือนไหนดียิ่งกว่า ถ้าจะเลือกให้ได้ดีที่สุด คุณจำต้องตรึกตรองต้นเหตุดังนี้
1. ความอยากได้สำหรับในการใช้งาน หากว่าอยากได้นาฬิกาปลุกจำพวกที่ว่า ซื้อมาแค่เรือนเดียว ก็มองได้ทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง ไม่จำกัดเฉพาะเวลา นาฬิกาดิจิทัล คงจะตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้ดิบได้ดีที่สุด เพราะแสดงผลลัพธ์ทุกสิ่งทุกอย่าง อุณหภูมิ สภาพอากาศ วันที่ และก็ฯลฯ แต่ว่าถ้าเกิดคุณซื้อนาฬิกาปลุกมาเพราะเหตุว่ารู้สึกว่าจะใช้ปลุกจริงๆมิได้อยากได้ฟังก์ชั่นที่จัดเต็มจนเชิญชวนงงงัน ใช้งานไม่ถูก ก็ขอเสนอแนะว่าแบบเข็มก็พอเพียงต่อความจำเป็นแล้ว
2. คุณสมบัติเฉพาะตัวของนาฬิการุ่นนั้นๆดังเช่น นาฬิกาบางรุ่นมีฟังก์ชั่นเรืองแสงในตัวเอง มีหน้าปัดพรายน้ำ ถ้าหากคุณรู้สึกว่าการนำนาฬิกาที่มีแสงในตัวเองมาตั้งในห้องนอน เป็นการก่อกวนการนอนของคุณ ทำให้นอนไม่หลับ หรือไม่ก็ทำให้มีการเกิดความหลอนราวกับมีใครมายืนอยู่ในห้อง ก็ไม่สมควรซื้อเรือนนั้น หันไปซื้อนาฬิกาปกติที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเองจะดีมากกว่า เป็นต้น
3. ไม่ใช่ว่า นาฬิกาปลุกทุกรุ่นจะมีเสียงปลุกที่เท่ากัน บางรุ่นเสียงปลุกเบามาก เกือบจะไม่ได้ยิน ถึงแม้ว่าจะปลุกก็ราวกับมิได้ปลุก หรือบางรุ่นก็มีเสียงปลุกที่สั่นประสาท เชิญชวนให้ปวดหัวยามตื่นทุกที เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัล หรือนาฬิกาปลุกแบบเข็มก็ตาม คุณจะต้องให้จุดสำคัญกับการเลือกเสียงปลุกด้วย ก่อนตัดสินใจซื้อ คุณควรจะทดลองทดลองเสียงปลุกมองสักนิดว่าคืออะไร แล้วเลือกรุ่นที่คุณมีความคิดว่าถูกใจเสียงปลุกของมันเยอะที่สุด
นาฬิกาปลุก นับว่าเป็นเครื่องใช้ไม้สอยชิ้นสำคัญที่ช่วยทำให้คุณตื่นมารับวันใหม่ได้อย่างแจ่มใส ดังนั้นคุณควรที่จะเลือกให้ถูก เพื่อช่วยส่งเสริมการหลับรวมทั้งการตื่นนอนอย่างโดยความเป็นจริง

Source: บทความนาฬิกาปลุก: Index Living Mall

6
ชั้นสำหรับเพื่อวางของ คือเครื่องเรือนที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับในการเก็บของได้เป็นอย่างมากชั้นวางของที่มีการผลิตออกมาวางจำหน่ายในขณะนี้ มีอยู่นานาประการแบบอย่างไม่ว่าจะเป็นชั้นแบบทึบมีฝาปิด ชั้นแบบทึบไม่มีฝาปิด ไปจนกระทั่งชั้นแบบโปร่ง ในส่วนของขนาดก็มีอยู่มากมายทั้งขนาดเล็ก ขนาดกึ่งกลาง แล้วก็ขนาดใหญ่ มีเจ้าของบ้านจำนวนมากที่คิดว่าซื้อชั้นสำหรับวางของแบบไหนไปใช้ก็ได้ ไม่ต่างกันมากสักเท่าไรนัก ต้องการจะบอกว่าโน่นเป็นความคิดที่ผิดจำต้องสักเยอะแค่ไหน เนื่องจากว่าแม้ว่าชั้นวางของทุกใบจะสามารถใช้วางของได้หมด แต่ว่าด้วยการออกแบบของมันทำให้ในบางครั้งแม้เราเลือกใช้อย่างไม่เหมาะสม จะทำให้การจัดข้าวของทำเป็นไม่ราบรื่นนัก กำเนิดปัญหาเอาของเข้าจัดได้ไม่หมด หรือจัดของได้แต่ของที่วางอยู่ชอบตกลงมาที่พื้น จำเป็นต้องคอยเก็บขึ้นบ่อยๆยิ่งถ้าเป็นข้าวของที่เสียเสียหายง่ายอย่างแก้ว ขวดโหล แม้ตกลงมาแตกก็พอๆกับเสียไปเลย ไม่สามารถที่จะเก็บขึ้นมาซ่อมแซมได้อีก นอกจากนี้ แม้พวกเราเลือกใช้ชั้นสำหรับเพื่อวางของที่ไม่เข้ากับข้าวของที่พวกเราจะจัด ย่อมส่งผลให้ของไม่เรียบร้อย มองรกรุงรัง และอาจกลายเป็นที่อยู่ของสัตว์อันไม่ปรารถนาทั้งหลายได้ เพราะฉะนั้น การจะจัดข้าวของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย มองงดงามอย่างแท้จริง พวกเราจึงจำต้องเลือกชั้นวางของให้ถูกลักษณะสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
1. ชั้นวางของแบบโปร่ง ไม่มีผนังกัน ชั้นวางลักษณะนี้มีแบบเป็น ไม่มีฝาผนังกัน มีเพียงแค่ส่วนโครง แล้วก็ส่วนพื้นของชั้นแต่ละชั้นเพียงแค่นั้น ด้วยความที่ไม่มีผนังกัน ทำให้โอกาสที่ข้าวของจะตกลงมาด้านข้างล่างมีสูง โดยเฉพาะสิ่งของที่วางไว้อย่างหมิ่นๆเหมาะสำหรับใช้วางสิ่งของที่ได้โอกาสเสียหายได้น้อย สามารถใช้แบ่งประเภทข้าวของที่มีจำนวนไม่มากเท่าไรนักได้
2. ชั้นวางของแบบโปร่ง มีฝาผนังกั้น ชั้นดีไซน์นี้จะมีลักษณะคล้ายกับชั้นแบบแรก ต่างกันเพียงแค่ชั้นอย่างนี้จะมีการทำองค์ประกอบผังสำหรับกันโดยรอบพื้นชั้นโดยผนังนี้อาจมีความสูงจากพื้นชั้นขึ้นมาเพียงนิดหน่อย หรือบางทีอาจสูงมากขึ้นมาจนเกือบชั้นวางด้านบนก็ได้ชั้นสำหรับเพื่อวางของรูปแบบนี้มีข้อดีเป็นระบายอากาศได้ดี สามารถป้องกันข้าวของได้ระดับหนึ่ง ถ้าหากของบนชั้นจะร่วงลงมาก็จะติดกับผนังที่กันอยู่ แต่ด้วยฝาผนังที่ทำขึ้นมาไม่มากมาย อาจไม่อาจจะป้องกันสิ่งของชิ้นเล็กๆหรือสิ่งของที่มีน้ำหนักค่อยได้ เหมาะกับวางข้าวของที่มีน้ำหนักมากมาย แล้วก็อยากได้การปกป้องในระดับหนึ่ง ตัวอย่างเช่น จานชาม ถ้วย โถต่างๆรวมถึงเครื่องครัวอื่นๆด้วย
3. ชั้นวางของแบบทึบ ไม่มีฝาปิด ชั้นวางลักษณะนี้จะเพิ่มรายละเอียดขึ้นมาสักนิดสักหน่อยหมายถึงมีการใช้อุปกรณ์ปิดทึบดังเช่นว่าไม้อัด พลาสวูด พลาสติก หรือไม้จริง มาปิดข้างๆและก็ด้านหลังของชั้นจนถึงทึบ เหือช่องว่างสำหรับนำข้าวของเข้าเฉพาะข้างหน้าแค่นั้น ชั้นสำหรับเพื่อวางของลักษณะนี้มีลักษณะเด่นคือสามารถคุ้มครองปกป้องข้าวของได้ดิบได้ดีก่าชั้นแบบโปร่ง ไม่มีปัญหาของตกไปอยู่ข้างหลังชั้น แต่ว่าข้อตำหนิของชั้นลักษณะนี้คือ ระบายอากาศได้ไม่มาก เหมาะกับใช้เก็บสิ่งของต่างๆที่จับใช้บ่อยครั้ง และไม่อยากให้สัมผัสกับความชื้น อย่างเช่น เครื่องปรุงชนิดต่างๆข้าวของเครื่องใช้พวกน้ำยาที่เอาไว้สำหรับล้างจานผงซักผ้า ที่พึ่งพิงซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต
4. ชั้นวางของแบบทึบ มีฝาปิด ชั้นวางของลักษณะนี้จะละม้ายกับชั้นแบบที่ 3 แม้กระนั้นมีการเพิ่มฝาสำหรับปิดชั้นด้วย ข้อดีของชั้นวางของรูปแบบนี้ก็คือ มีความมิดชิดสูง สามารถคุ้มครองป้องกันข้าวของจากความชุ่มชื้นและก็มลพิษต่างๆได้เกือบ 100% ทั้งยังคุ้มครองป้องกันไม่ให้สิ่งของตกจากชั้นได้ดีที่สุดด้วย แม้กระนั้นจุดบกพร่องของมันก็มีอยู่หมายถึงระบายอากาศได้ไม่ดีนัก แล้วก็จับของออกมาใช้งานได้ไม่ค่อยสะดวกเท่าชั้นดีไซน์อื่นๆเหมาะกับใช้เก็บสิ่งของที่มีน้ำหนักเบา สิ่งของที่ต้องการการบำรุง รวมถึงสิ่งของที่ไม่ค่อยได้นำออกมาใช้งานได้แก่ แก้วเจียระไน เครื่องปั้นดินเผาต่างๆหนังสือ เอกสารต่างๆเป็นต้น เว้นแต่ประเภทของชั้นวางของตามลักษณะอย่างที่ได้พูดผ่านไปแล้ว เรายังสามารถแบ่งชนิดของชั้นสำหรับเพื่อวางของตามการติดตั้งได้อีกด้วย โดยสามารถแยกออกได้เป็น 2 แบบอย่างหมายถึงชั้นสำหรับเพื่อวางของแบบตั้งพื้น และก็ชั้นวางของแบบห้อย ซึ่งชั้นสำหรับวางของแบบตั้งพื้น จะเหมาะสมกับการใช้เก็บข้าวของขนาดใหญ่ น้ำหนักมากมาย ในเวลาที่ชั้นสำหรับเพื่อวางของแบบแขวนจะเหมาะสมกับการใช้เก็ยบสิ่งของชิ้นเล็กๆที่มีน้ำหนักไม่มากมาย จะเป็นถ้วยชามทั้งหลายหรือข้าวของที่ใช้ในชีวิตประจำวันก็ได้ ไม่ควรใช้ชั้นสำหรับวางของแบบห้อยเป็นที่เก็บของที่มีน้ำหนักมาก เพราะอาจจะทำให้ชั้นวางรับน้ำหนักไม่ไหว ร่วงลงมาจากจุดติดตั้ง จนทำให้สิ่งของด้านในเป็นโทษได้ สำหรับเรื่องของอุปกรณ์ ส่วนนี้จัดว่าไม่ซับซ้อนสักเท่าไรนัก เพราะเหตุว่าพวกเราสามารถคะเนด้วยตาเปล่าได้ว่าชั้นที่ทำจากวัสดุที่เห็น เหมาะสมแก่การใช้แรงงานในจุดที่อยากหรือเปล่า หลักๆก็มีเพียงแค่ไม่ควรนำชั้นไม้อัดไปใช้ในที่ที่มีความชุ่มชื้นสูง และไม่ควรที่จะนำชั้นพลาสติกไปใช้ในที่ๆอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฯลฯ

การเลือกชั้นวางของให้เหมาะกับสิ่งของที่จะวางนั้น ดูผิวเผินอาจเหมือนกับมันไม่ใช่ประเด็นหลักอะไรนัก แม้กระนั้นหากเรารู้จักวิธีเลือกอย่างเหมาะสมรวมทั้งถูกต้อง ก็จะทำให้การจัดสิ่งของด้านในภายเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากเย็นมากยิ่งกว่าเดิม รวมทั้งอันตรายที่จะเกิดกับของในชั้นก็น้อยลง ส่วนเรื่องออกแบบแล้วก็ราคา ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อดังที่ใจของตัวเองอยากได้ได้เลย

ขอบคุณสำหรับที่มา บทความชั้นวางของ: Index

7
ในระยะเวลาปัจจุบันที่อากาศในเมืองไทยร้อนขึ้นทุกวันกระทั่งเกือบจะละลายอย่างงี้ คุณอาจจะกำลังคิดที่จะหาเครื่องปรับอากาศมาจัดตั้งให้กับบ้านของตนกันอยู่ใช่ไหม แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือ คุณคงไปดูเครื่องปรับอากาศ จากห้างสรรพสินค้ามา รวมทั้งเอามาจัดตั้งที่บ้าน แต่ในบางครั้งเพียงพอติดตั้งไปแล้ว ก็จะต้องพบกับปัญหาหลายสิ่งหลายอย่าง บางครั้งบางคราวก็ไม่เย็น บางครั้งบางคราวก็เย็นเหลือเกิน ถ้าหากเกิดเรื่องที่แอร์ไม่ค่อยเย็น ส่วนนี้ทุกคนอาจรู้อยู่แล้วว่าคือปัญหาแน่ๆจำต้องรีบแก้อย่างเร่งด่วน แต่ว่าถ้าเกิดเกิดเรื่องเครื่องปรับอากาศเย็นเหลือเกินละ น่าจะสงสัยกันใช่ไหมว่าเป็นเรื่องปกติ หรือจริงๆเครื่องปรับอากาศมีปัญหากันแน่ วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

ประการแรก หากว่าคุณซื้อเครื่องปรับอากาศมาจัดตั้งแล้ว พบว่าเย็นเกินความจำเป็น จะต้องลองเช็ค 2 แบบนี้ก่อน ว่าไม่ปกติหรือไม่ มี
1. การตั้งอุณหภูมิบนรีโมทคอนโทรล บางครั้งบางคราวเครื่องปรับอากาศที่มาจากโรงงานบางครั้งอาจจะตั้งอุณหภูมิไว้เย็นเกินความจำเป็น อาทิเช่น 15 องศาเซลเซียส ถ้าหากคุณมิได้มองรีโมทก่อน ก็บางทีอาจจะรู้สึกได้แบบเดียวกันว่าแอร์เย็นเหลือเกิน ถ้าเป็นแบบงี้ก็แก้ปัญหาได้อย่างไม่ยากเย็นแค่ปรับอุณหภูมิขึ้นมาให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะพอควร ปกติแล้วน่าจะอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส แต่ว่าถ้าเกิดเช็ครีโมทแล้วพบว่าไม่ได้ตั้งอุณหภูมิที่เย็นเหลือเกินเลย ครั้งคราวอุณหภูมิที่รีโมทอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียสด้วยซ้ำ กลับรู้สึกได้ว่าเย็นมากมาย ส่วนนี้เป็นไม่ปกติแล้ว
2. ถ้าว่ามองที่รีโมทแล้วเสมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากปกติ ยังคงใช้ได้อย่างเดิม ให้ทดลองไปเช็คที่เครื่องปรับอากาศกันถัดไปเลย ลองดูว่าตอนตั้งอุณหภูมิกับรีโมทคอนโทรล เคื่องปรับอากาศได้มีการสนองตอบบ้างหรือเปล่า ถ้าไม่มี ก็แปลว่าการตั้งอุณหภูมิบางครั้งอาจจะไม่ส่งไปที่เครื่องปรับอากาศ อย่าลืมดูด้วยว่าตัวเครื่องมิส่งเปลี่ยนไปจากปกติอะไรหรือไม่ ตัวอย่างเช่น มีน้ำหยดออกมาจากตัวเครื่องมากจนเกินไป ฯลฯ
เมื่อทดลองเช็คอาการของเครื่องปรับอากาศจนถึงครบแล้ว ถ้ามีความรู้สึกว่าคุณไม่สามารถที่จะไขปัญหาอะไรที่ตัวเครื่องได้แล้ว ก็มีความหมายว่าเครื่องปรับอากาศคงจะมีความผิดปกติแล้วละ เมื่อมาถึงจุดนี้ คุณอาจจะสงสัยว่า แล้วมูลเหตุที่ทำให้เครื่องปรับอากาศมีความเย็นมากกระทั่งเปลี่ยนไปจากปกติละมีอะไรบ้าง โดยต้นสายปลายเหตุนั้นมีดังต่อแต่นี้ไป
1. เซ็นเซอร์รีโมทคอนโทรลไม่สนองตอบการตั้งอุณหภูมิบนรีโมทคอนโทรล จนทำให้ไม่อาจจะตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสมได้ อย่างบางครั้งบางคราวเครื่องปรับอากาศของคุณอาจจะมีอุณหภูมิค้างอยู่ที่ 15 องศาเซลเซียส แล้วคุณต้องการจะปรับให้อุ่นกว่านี้ บางทีกดปุ่มปรับอุณหภูมิจนถึงเลขบนรีโมทได้ตามต้องการและก็จริง แต่ว่าเครื่องปรับอากาศไม่ตอบสนองกบรีโมท อุณหภูมิก็จะยังคงค้างอยู่ที่ 158 องศาเซลเซียสอยู่แบบงั้น ถ้าหากเป็นอย่างนี้คุณก็จำเป็นต้องเช็คกันว่าเพราะเหตุใด บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุว่าลืมใส่ถ่านในรีโมทคอนโทรล ทำให้รีโมทไม่ทำงาน ถ่านหมด ฯลฯ แก้ได้ง่ายๆด้วยการซื้อถ่านก้อนใหม่มาเปลี่ยน เพื่อให้รีโมทใช้งานได้เป็นปกติ แต่ว่าหากเปลี่ยนแปลงถ่านแล้วพบว่ายังคงใช้ไม่ได้อีก ก็เป็นไปได้ว่ารีโมทบางครั้งอาจจะพัง หรือไม่ก็เกิดขึ้นจากตัวรับเซ็นเซอร์บนเครื่องปรับอากาศใช้งานมิได้ ถ้าหากเป็นแบบนี้ เสนอแนะว่าให้แจ้งศูนย์บริการของเครื่องปรับอากาศยี่ห้อนั้นๆให้เข้ามาแก้ไขให้ อย่าอุตสาหะซ่อมแซมเอง หรือไปซื้อรีโมทเลียนแบบมาเปลี่ยนแปลงเอง เนื่องจากสักครู่ปัญหาจะยิ่งหนักเข้าไปใหญ่
2. มีเหตุมาจากท่อน้ำยาทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศได้รับความทรุดโทรม แตก หัก จนถึงทำให้น้ำยาสร้างความเย็นทำงานไม่ปกติ จนถึงกำเนิดความเย็นเป็นอย่างมากประเภทที่ว่าเสมือนได้อยู่ขั้วโลกเหนือกันเลย และก็ในบางครั้งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการ เครื่องปรับอากาศเป็นน้ำแข็ง หรือมีน้ำแข็งห้อยออกมาจากช่องสร้างความเย็นร่วมด้วย ถ้าหากเป็นเช่นนี้ ขอเสนอแนะวาอย่าพยายามแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง แม้ว่าจะมีความสามารถเรื่องช่างหน่อยเดียวก็ตาม เพราะเหตุว่าเดี๋ยวจะยิ่งทำให้เครื่องปรับอากาศมีปัญหาหนักขึ้น ทางที่เยี่ยมที่สุดคือรีบแจ้งศูนย์บริการให้เข้ามาดำเนินการแก้ไขไห้ดีมากกว่า หรือหากเครื่องปรับอากาศนั้นเพิ่งซื้อมาใหม่ ก็สามารถรีบแจ้งกับฝ่ายขายของที่ๆคุณซื้อมา ให้เข้ามาดูและจัดแจงแปลงเครื่องใหม่ให้ก็ได้ โดยนับได้ว่าเป็นสินค้าที่มีตำหนิ
อาการเครื่องปรับอากาศทำความเย็นให้มากเกินความจำเป็น สามารถเป็นได้อีกทั้งเรื่องปกติ และปัญหาที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข เมื่อเกิดอาการนี้ขึ้น ให้คุณรีบวิเคราะห์แลชะหาทางปรับปรุงโดยทันที เพื่อให้เครื่องปรับอากาศของคุณสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างเป็นปกติ สิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งที่เราอยากจะบอกคุณ ก็คือ ถ้ารู้ตัวว่าเครื่องปรับอากาศนั้นเย็นเหลือเกิน แก้มากแค่ไหนก็แก้มิได้ ต้องอย่าฝืนทนใช้งานต่อ ให้ปิดเสีย ด้วยเหตุว่าการอยู่ภายในห้องที่มีความเย็นจากเครื่องปรับอากาศมากเกินไปเป็นระยะเวลานานๆอาจส่งผลให้คุณกำเนิดลักษณะการเจ็บป่วยได้ ยิ่งถ้าเกิดในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศเป็นห้องนอนด้วยละก็ ขอบอกเลยว่าอย่าทนนอนในห้องที่เย็นเกินความจำเป็นเด็ดขาด มีสิทธิไม่สบายร้ายแรงถึงขนาดปอดอักเสบได้อย่างยิ่งจริงๆ
เมื่ออ่านมาถึงที่ตรงนี้ คุณคงจะพอจะเห็นปัญหาของการใช้งานเครื่องปรับอากาศที่มีความเย็นมากจนเกินไปกันไปบ้างแล้ว ทีนี้ถามว่า มีแนวทางคุ้มครองไม่ให้เผลอไปซื้อเครื่องปรับอากาศที่อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีปัญหาบ้างหรือเปล่า เนื่องจากเครื่องปรับอากาศเป็นของที่จะต้องติดตั้งก่อน ถึงจะรู้ว่าสินค้าที่ซื้อมานั้นมีปัญหาไหม การจะเอามาแทงปลั๊กไฟทดสอบ แบบเวลาพวกเราซื้อพัดลม โทรทัศน์ คงจะทำไม่ได้ในทันที แนวทางที่ดีที่สุดที่จะคุ้มครองปกป้องปัญหานี้ได้เป็นควรที่จะเลือกซื้อเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่มีแบรนด์ตามมาตรฐาน เป็นที่ชื่นชอบแล้วก็ได้รับการเอ๋ยถึงจากผู้ใช้คนอื่นว่าใช้ดีเท่านั้น หลบหลีกการซื้อเครื่องปรับอากาศตามแรงเชียร์ของเซลล์ เท่านี้ ช่องทางที่คุณจะเผลอไปซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาก็จะต่ำลงแล้ว

Source: บทความเครื่องปรับอากาศ / แอร์บ้าน: www.indexlivingmall.com

8
สำหรับกิจกรรมเพื่อความถูกอนามัยที่ดีของร่างกายนั้น การขัดฟัน เป็นกิจกรรมอย่างนึ่งที่คนทุกคนจะต้องทำ คงไม่มีผู้ใดที่รู้สึกว่าไม่จำต้องแปรงก็ได้ เว้นไปวันสองวันก็ยังได้แน่นอน เนื่องจากว่าถ้าไม่แปรงฟัน จะกำเนิดเชื้อโรคสะสมในปากและทำให้เกิดโรคหลายแบบ อีกทั้งฟันผุ ติดโรคในโพรงปาก แถมยังเป็นเหตุให้มีกลิ่นปาก มีผลกระทบต่อการเข้าสังคมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

สำหรับในการแปรงฟัน เครื่องมือที่จะต้องใช้แน่ๆมีอยู่ 2 อย่างเป็นแปรงสีฟัน รวมทั้งยาสีฟัน ขณะที่เราใช้อยู่มันก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าขณะที่ใช้งานเสร็จแล้วละ พวกเราจะเก็บของ 2 แบบนี้ให้เรียบร้อยเช่นไรดี เพราะเหตุว่าอีกทั้งแปรงสีฟันแล้วก็ยาสีฟันเป็นของที่เราจะต้องเอาเข้าปาก ถ้าเอาไปวางไว้แบบไร้ระเบียบ จนถึงทำให้แปรงสีฟันจำต้องไปเจอกับสิ่งสกปรก หรือตกลงพื้นจนกระทั่งถ้าจะเอามาเข้าปากอีกครั้งก็คงจะตะขิดตะขวงใจไม่น้อย ยิ่งหากแปรงสีฟันตกลงไปในที่ๆไม่พึงปรารถนาสักมากแค่ไหน อย่างในโถส้วม หรืออ่างล้างจาน คงจะไม่มีผู้ใดอยากจะเอามาเข้าปากอีกครั้งหรอก จริงไหม เพื่อไม่ให้กำเนิดปัญหาดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ที่ใส่แปรงสีฟัน ช่วยได้เสมอ

ที่ใส่แปรงสีฟัน เป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเราสามารถใส่แปรงสีฟันได้อย่างรัดกุม โดยทั่วไปมักมีรูปทรงเหมือนแก้ว มีฝาปิดซึ่งจะมีช่องสำหรับเสียบแปรงสีฟันพอเพียงเป็นช่องแคบๆในตอนที่เราต้องการจะเก็บแปรงสีฟันก็ทำเป็นง่ายๆแค่แทงด้ามแปรงสีฟันลงไปในช่องที่ทำไว้เพียงแค่นั้น ทิ่มลงไปจนกระทั่งปลายด้ามจะลงไปถึงก้น เท่านี้แปรงสีฟันของพวกเราก็ไม่สิทธิร่วงจากที่เก็บลงสู่พื้นได้แล้ว

ที่เก็บแปรงสีฟันที่ผลิตออกมาในขณะนี้นั้นมีอยู่หลายรุ่น ทั้งยังรุ่นแบบแก้วใบเดียว จนกระทั่งรุ่นที่มีแก้วใส่แปรงสีฟันถึง 4 ด้ามในตัวเดียว ถามคำถามว่ารุ่นใดดีสุด ข้อนี้จำต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบของการนำไปใช้งานของแต่ละคน ถ้าว่าในห้องสุขาที่จะเอาไปใช้นั้นมีคนเวียนใช้กันคนจำนวนไม่น้อย ประมาณว่าใน 1 บ้าน มีส้วมอยู่ห้องเดียว ที่ใส่แปรงสีฟันแบบที่มีแก้วเก็บหลายใบในตัวเดียวจะตอบปัญหาได้มากกว่า แต่ถ้าเกิดเป็นห้องน้ำที่มีสาวใช้งานอยู่ตามลำพังคนเดียว ในบ้านนั้นมีห้องอาบน้ำหลายห้อง สมาชิกทุกคนแยกไปใช้แต่ละห้องเป็นของตนเอง ที่ใส่แปรงสีฟันแบบ 1 แก้ว ก็พอเพียงต่อการใช้งานแล้ว

ที่ใส่แปรงสีฟัน แม้ว่าจะดูเป็นของใช้อย่างง่ายๆไม่มีการทำงานสลับซับซ้อน แม้กระนั้นพวกเราก็จำเป็นต้องใช้ให้ถูกวิธี และมีสิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังสำหรับการใช้งานอยู่พอควร ส่วนจะมีอะไรบ้าง ไปดูกันดีกว่า
1. ควรจะตั้งที่ใส่แปรงสีฟันเอาไว้ในจุดที่อยู่สูงพอควร เพื่อพ้นจากน้ำ ความชื้น และก็เชื้อโรคต่างๆและอยู่ในจุดที่เราสามารถจับใช้ได้สบาย ไม่ตั้งไว้สูงเกินไปจนกระทั่งเอื้อมมือขึ้นไปหยิบทุกข์ยากลำบาก ห้ามตั้งที่ใส่แปรงสีฟันเอาไว้ภายในจุดที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการหล่น โดยยิ่งไปกว่านั้นที่ใส่แปรงสีฟันที่เป็นเซรามิคหรือแก้ว ด้วยเหตุว่าบางทีอาจเกิดการตกแตกได้
2. การเสียบแปรงสีฟันใส่ที่ใส่แปรงสีฟัน จำต้องใช้แนวทางเสียบแปรงใส่ลงในช่อง โดยให้ขนแปรงอยู่ด้านบนเพียงแค่นั้น อย่าคิดวิธีเก็บแบบแผลงๆอย่างการคว่ำขนแปรงลง หงายด้ามแปรงขึ้น เพราะเหตุว่าจะก่อให้จับใช้ได้ทุกข์ยากลำบาก และก็สำหรับการเก็บแปรง จำเป็นต้องทิ่มด้ามแปรงสีฟันลงไปกระทั่งจะสุดทุกครั้ง อย่าจิ้มด้ามแปรงสีฟันใส่ไว้ภายในที่เก็บแบบพอเป็นพิธี เนื่องจากจะมีผลให้แปรงสีฟันได้โอกาสหลุดจากที่ใส่ จนกระทั่งหล่นลงมาที่พื้นเองได้
3. อย่าตั้งที่ใส่แปรงสีฟันทิ้งเอาไว้แบบไม่สนใจมันเลย กะว่าเอาไว้เป็นที่เก็บแปรงเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุว่าในตอนที่ผ่านไปวันแล้ววันเล่าๆนั่นเป็นฝุ่น สิ่งสกปรก แล้วก็เชื้อโรคที่จะสะสมในที่ใส่แปรงสีฟันได้ ควรจะหมั่นจับที่ใส่แปรงสีฟันลงมาล้างชำระล้าง โดยการใช้ฟองน้ำชุบน้ำยาที่เอาไว้ล้างจานเช็ดถูออกจนถึงสะอาด แล้วล้างด้วยน้ำ แล้วคว่ำไว้ให้แห้ง แล้วหลังจากนั้นก็ให้นำมาประกอบเพื่อใช้ใหม่อีกครั้ง และก็หากมีความคิดเห็นว่าที่ใส่แปรงสีฟันเริ่มมีฝุ่นเกาะ หรือมีสัตว์ที่ไม่ปรารถนาอย่างแมลงสาบ จิ้งจก ไปไต่ จำต้องหยุดใช้ แล้วนำลงมาล้างทำความสะอาดโดยทันที
4. เมื่อต้องการย้ายที่ที่ใส่แปรงสีฟันออกมาจากที่ จำเป็นต้องทำอย่างถี่ถ้วนเพื่อไม่ให้เกิดการหล่นแตก โดยยิ่งไปกว่านั้นที่ใส่แปรงสีฟันที่ทำจากแก้ว หรือพลาสติกที่ค่อนข้างจะบาง
ที่ใส่แปรงสีฟัน เป็นเครื่องไม้เครื่องมืออย่างหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับการเก็บแปรงสีฟัน ให้ถูกตามหลักความถูกอนามัยเพิ่มมากขึ้น และช่วยทำให้ห้องอาบน้ำเรียบร้อยมากขึ้นเรื่อยๆด้วย บ้านคนไหนที่ยังขาดที่เก็บของสำคัญอย่างแปรงสีฟันอยู่ ขอแนะนำให้ซื้อที่แปรงสีฟันไปใช้งาน ยืนยันว่าจะมีผลให้การเก็บ การหยิบใช้แปรงสีฟันทำเป็นง่ายดายมากยิ่งขึ้นด้วย ยิ่งหากใช้คู่กับกล่องสำหรับหุ้มห่อขนแปรงสีฟัน จะยิ่งทำให้แปรงสีฟันของคุณดูสะอาด น่าใช้ ถูกสุขลักษณะมากยิ่งขึ้นแน่นอน

Source: บทความที่ใส่แปรงสีฟัน: Index

9
สำหรับกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องผ้า ในหลายๆครั้งพวกเราคงหลบหลีกกิจกรรมที่ทำให้ผ้าเปียกมิได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการซักผ้า หรือการนำผ้าไปใช้ในงานต่างๆย่อมได้โอกาสที่ผ้าจะเปียกได้ทั้งหมดทั้งปวง แล้วก็ทางเดียวที่เราจะทำให้ผ้ากลับมาแห้งสนิทได้ ก็จำต้องใช้กรรมวิธีตากเพียงอย่างเดียวแค่นั้น

แน่ๆว่าสำหรับในการตากผ้านั้น เครื่องเรือนที่ถือเป็นสิ่งจำเป็นเยอะที่สุดก็คือ ราวตากผ้าซึ่งเครื่องเรือนประเภทนี้มีประโยชน์คือ เราจะสามารถนำผ้าขึ้นพาด ก่อนจะคลายให้ผ้าแผ่ออกจนกระทั่งรับกับความร้อน แล้วก็อากาศโดยรอบได้อย่างเต็มที่ เมื่อผ้าสัมผัสกับอากาศ จะทำให้ความชื้นที่ตกค้างอยู่บนผ้าค่อยๆระเหยออกไป กระทั่งในที่สุดผ้าก็จะกลับมาแห้ง พร้อมต่อการใช้งานไปได้อีก

ราวตากผ้าที่มีการผลิตออกมาจัดจำหน่ายในปัจจุบันนั้นมีอยู่ 2 แบบอย่างใหญ่ๆคือราวตากผ้าประเภทตั้งพื้น และราวตากผ้าจำพวกแขวนผนัง โดยราวตากผ้าทั้ง 2 อย่างงี้มีความแตกต่างกันเป็น ราวตากผ้าแบบตั้งพื้นจะเป็นราวที่สามารถย้ายที่ได้ ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับเพื่อการตากผ้าได้มากกว่า เหมาะสมกับการที่พวกเราจะเคลื่อนย้ายผ้าออกไปผึ่งแดดเพื่อช่วยให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นได้ ด้วยเหตุฉะนี้ ราวตากผ้าแบบตั้งพื้น จึงสามารถใช้งานได้อย่างมากมาย จะใช้เป็นพักผ้า หรือจะใช้เป็นที่นำผ้าที่ซักแล้วออกตากแดดก็สามารถทำได้ ตอนที่ราวตากผ้าแบบแขวนผนัง จะเป็นราวที่ไม่อาจจะโยกย้ายได้ ดังนั้นจึงเหมาะสมกับการตำหนิดตั้งไว้เพื่อเป็นที่พักผ้า อย่างเช่นติดตั้งในห้องอาบน้ำเพื่อใช้แขวนผ้าขนหนูก่อนจะนำไปใช้ หรือผึ่งผ้าที่ใช้ประโยชน์มาแล้ว อย่างเช่น ผ้าเช็ดตัวให้แห้ง สามารถเอาไปใช้งานต่อได้มากกว่า แม้กระนั้น ถึงแม้ว่าราวตากผ้าประเภทห้อยจะสามารถใช้งานได้ยืดหยุ่นน้อยกว่า แต่ก็มีลักษณะเด่นคือไม่กินพื้นที่ แตกต่างจากราวตากผ้าแบบตั้งพื้นที่มักมีขนาดใหญ่ กินพื้นที่มากมาย ยิ่งถ้าหากตั้งเอาไว้ในห้องแคบๆเราจะต้องสูญเสียพื้นที่ใช้สอยส่วนหนึ่งส่วนใดให้กับราวจำพวกนี้ไปอย่างยิ่งจริงๆ

ราวตากผ้า ที่วางจำหน่ายอยู่บนตลาด ยังเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกประกอบมาจากวัสดุหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก สแตนเลส พลาสติก หรือแม้กระทั้งไม้ ซึ่งในอุปกรณ์แต่ละชนิดก็จะเหมาะสมกับการใช้แรงงานในลักษณะที่ไม่เหมือนกัน แม้อยากใช้งานราวตากผ้าเพื่อนำผ้าออกตากกลางแจ้ง ควรที่จะเลือกใช้ราวที่ทำมาจากสแตนเลสหรือไม้ เนื่องจากคงทนต่ออุณหภูมิและก็สภาพภูมิอากาศต่างๆได้ดิบได้ดี ไม่มีปัญหาประเด็นการสึกหรอ ตอนที่ราวตากผ้าแบบเหล็กหรือพลาสติก แม้นำไปตั้งผึ่งแดดจะเกิดการย่อยสลาย ผุกร่อนได้ง่าย ด้วยเหตุนี้จึงเหมาะกับการใช้งานในที่ร่มมากกว่า นอกเหนือจากนี้ ถ้าเป็นราวตากผ้าพลาสติก จะไม่อาจจะใช้รับน้ำหนักผ้าได้มาก เนื่องจากว่าอาจเกิดการหักได้ ถ้าต้องการซื้อราวมาเพื่อตากผ้าทีละมากมายๆควรจะใช้ราวที่ทำจากสิ่งของที่ออกจะแข็งแรง อย่างราวจากเหล็ก หรือสแตนเลสจะดีมากกว่า

ในส่วนของการใช้งานราวตากผ้าไม่ว่าจะประเภทใดๆมีสิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังอยู่ ดังนี้
1. การแขวนผ้าบนราวตากผ้า ควรจะห้อยแบบกระจายผ้าออกจากกัน เพื่อน้ำหนักที่ราวตากผ้าได้รับมีความสมดุล แล้วก็ยังมีผลให้ผ้าแต่ละประเภทได้สัมผัสกับอากาศกับความร้อนอย่างทั่วถึง อย่าห้อยผ้าแบบเอาเอาผ้า 4-5 ชิ้นมากระจุกรวมกัน เนื่องจากว่าจะมีผลให้ผ้าแต่ละชิ้นได้สัมผัสอากาศไม่ทั่ว ทำให้แห้งยาก แล้วก็การนำผ้ามาแขวนกระจุกไว้เพียงแต่จุดใดจุดหนึ่งของราวมากจนเกินไป จะก่อให้ราวได้รับน้ำหนักอย่างไม่สมดุล จนเป็นเหตุให้เกิดการหัก หรือสกรูที่ยึดราวนั้นเขยื้อนจนกระทั่งทำให้ราวมีการหลุดออกมาได้
2. ถ้าเกิดเราจำเป็นต้องนำราวตากผ้าออกผึ่งแดด เมื่อเก็บผ้าเข้าบ้าน ควรที่จะเก็บราวตากผ้าเข้ามาไว้ภายในที่ร่มด้วย อย่าปล่อยราวไว้กลางแจ้งจนถึงเกิดการผึ่งแดดตากฝน เนื่องจากจะทำให้ราวมีการหมดสภาพในเวลาอันเร็วทันใจ มีปัญหากร่อน เสียได้
3. ราวตากผ้า เป็นราวที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตากผ้าแค่นั้น โดยเหตุนี้ห้ามนำราวนี้ไปใช้แบบไม่ถูกเป้าหมาย อาทิเช่น เอาไปใช้เป็นที่เหยียบสำหรับไต่ขึ้นไปบนที่สูงๆหรือใช้เป็นที่พาดสิ่งของหนักๆเพราะราวรับน้ำหนักไม่ไหว เกิดการชำรุดทรุดโทรมหัก ยิ่งหากว่าราวหักระหว่างที่เรากำลังไต่อยู่ก็ย่อมเป็นเรื่องที่อันตรายมาก และก็ควรระวังอย่าให้เด็กตัวเล็กๆอยู่ใกล้กับราวตากผ้ามากเกินไป เพราะเด็กอาจปีนจนกระทั่งตกลงมาได้รับบาดเจ็บได้
4. ห้ามดัดแปลงแก้ไขราวตากผ้าเป็นเครื่องเรือนอันอื่นที่จำต้องรับน้ำหนักมาก อย่างเช่น เก้าอี้ หรือชั้นสำหรับวางของ แม้แต่การดัดแปลงแก้ไขให้ตากผ้าได้มากกว่าปกติก็ไม่สมควรที่จะทำ เพราะว่าโดยธรรมดาแล้วโครงของราวตากผ้ามิได้หนาอะไรมากมาย ถ้ากระทำดัดแปลงปรับปรุงแก้ไข อาจทำให้โครงของราวตากผ้ารับน้ำหนักไม่ไหว เกิดการพังหักพังทลายลงมาได้
ราวตากผ้า นับว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การตากผ้าของพวกเรากลายเป็นเรื่องง่าย แม้กระนั้น ในราวตากผ้าแต่ละประเภทจากแต่ละสิ่งของนั้นก็มีจุดเด่นข้อด้อยนาๆประการ ผู้ที่กำลังมองหาราวสักราวหนึ่งเพื่อใช้สอยสำหรับในการตากผ้า จำเป็นที่จะต้องเลือกซื้อราวที่มีขนาด แล้วก็ใช้สิ่งของที่เหมาะสมกับการใช้งานของตน เพื่อได้ราวที่ใช้งานได้ตามความต้องการ

เครดิตบทความ บทความราวตากผ้า: Index Living Mall

10
ไวน์ คือเครื่องดื่มรสดีอย่างหนึ่งปัจจุบันนี้เป็นที่นิยมมากมาย ยิ่งหากเก็บเอาไว้ภายในตู้แช่ที่มีอุณหภูมิพอเหมาะพอควร ไม่เย็นเหลือเกิน ไม่อุ่นเกินความจำเป็น แล้วเปิดดื่มตอนที่เหมาะสมด้วยแล้วละก็ จะยิ่งเป็นสุดยอดเครื่องดื่มที่คุณจะไม่อาจจะละปากออกจากแก้วได้อย่างแน่นอน

แต่การดื่มเหล้าองุ่น เครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่คุณจะขาดไปมิได้เลย ก็คือ แก้วไวน์ แก้วชนิดนี้มีลักษณะเป็นแก้วทรงสูง มีขาตั้ง ข้างบนเป็นส่วนตูดสำหรับใส่เหล้าองุ่น มีทั้งๆที่ทำขึ้นจากแก้ว แล้วก็สร้างขึ้นจากพลาสติก ให้ความรู้สึกหรูหรา สง่า เหมาะมากสำหรับใส่เครื่องดื่มชั้นยอดเยี่ยมอย่างไวน์ แต่ว่าสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยดื่มเหล้าองุ่นสักเยอะแค่ไหน บางทีอาจสงสัยว่า แก้วไวน์ เป็นวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญกับการดื่มไวน์มากถึงขนาดนั้นเชียวหรือ จริงๆถ้าหากอยากจะดื่มไวน์ เทไวน์ใส่ไว้ภายในแก้วแบบมีหูหิ้วปกติก็คงจะได้ไหม แถมเมื่อเทียบกันแล้ว แก้วที่มีหูหิ้ว มีรูปทรงฐานรากอย่างที่พวกเราคุ้นเคยกันดี น่าจะจุเหล้าองุ่นได้มากกว่าแก้วไวน์เสียอีก ถ้าคุณเป็นคนๆหนึ่งที่คิดแบบนี้ อย่ารอช้า ไปดูเหตุผลกันดีกว่าว่าเพราะเหตุใดจำต้องใช้แก้วไวน์ในการดื่มเหล้าองุ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
1. แก้วไวน์เป็นแก้วที่มีความจุพอเหมาะพอควรกับเครื่องดื่มอย่างเหล้าองุ่น อย่าลืมว่า เหล้าองุ่น ไม่ใช่เครื่องดื่มอย่างน้ำส้ม ที่จะเทให้เต็มแก้วสักเท่าใดก็ได้ ดื่มเข้าไปพรวดเดียวหมดก็ยังอร่อย แต่ไวน์เป็นเครื่องดื่มประเภทหมักบ่ม มีกลิ่นแล้วก็รสที่เป็นเอกลักษณ์ และก็การจะดื่มเหล้าองุ่นให้ได้รสชาติดีที่สุด ต้องใช้วิธีจิบทีละน้อยๆ ไม่ใช่การดื่มพรวดเดียวหมด ถ้าว่าคุณรินเหล้าองุ่นใส่ไว้ด้านในแก้วปกติที่มีความจุจำนวนไม่ใช่น้อยละก็ ในตอนที่คุณค่อยๆจิบทีละเล็กทีละน้อย คุณจะรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ ท้ายที่สุดเหล้าองุ่นที่อยู่ในแก้วใบใหญ่นั้นก็จะไม่หมด ซึ่งถ้าหากคุณจิบไวน์ไม่หมด ก็จำต้องทิ้งสิ่งเดียว ไม่สามารถรินกลับใส่ขวดเพื่อดื่มคราวต่อไปอีกได้ แต่ว่าถ้าเกิดคุณรินใส่แก้วไวน์ คุณจะได้ปริมาณไวน์ที่ใช้ดื่มอย่างพอเหมาะพอควร ไม่มากจนเกินความจำเป็น และไม่ไม่พอ สามารถจิบจนถึงหมดแก้วได้อย่างพอดิบพอดี โดยที่ยังคงรสหอมหวาน เป็นเอกลักษณ์สำหรับเหล้าองุ่นอยู่
2. แก้วไวน์ จะช่วยเอื้อต่อการดื่มไวน์ให้กับคุณได้มากกว่าแก้วจำพวกอื่นๆเนื่องจากว่าเป็นแก้วที่มีปากแคบ แต่มีก้นกว้าง คุณสามารถดื่มไวน์ตามสูตรที่ได้รับการเสนอแนะมาได้เลย อย่างก่อนดื่ม จำต้องหมุนแก้วให้ไวน์เหมาะเสียก่อน โดยคุณสามารถหมุนได้อย่างไม่ต้องกลัวว่าไวน์จะกระฉอกกระแฉกออกมาจากแก้ว จนถึงหกเลอะเทอะ เมื่อไวน์เหมาะแล้ว ก็ค่อยๆจิบ ด้วยปากแก้วที่แคบ จะก่อให้คุณสามารถจิบเหล้าองุ่นได้ในปริมาณน้อยๆอย่างที่คุณอยากได้ ไม่เผลอทำไวน์หกเข้าปากจนถึงทำให้รสชาติจะต้องแย่ลงไป รวมทั้งที่สำคัญ การดื่มไวน์ในแก้วไวน์นี้ จะช่วยเพิ่มความโก้หรูให้กับเหล้าองุ่น ทำให้ท่านมีความคิดว่าการดื่มเหล้าองุ่นครั้งนี้อร่อยมากเพิ่มขึ้น

เห็นไหมว่า แก้วไวน์เป็นแก้วที่มีความสำคัญต่อการดื่มเหล้าองุ่น และก็เป็นแก้วที่คอไวน์ทุกคนจะขาดไปมิได้เลย ทั้งนี้ แก้วไวน์ ยังไม่เป็นเพียงแค่แก้วที่สามารถใช้กินได้เพียงแค่ไวน์เพียงแค่นั้น ในเครื่องดื่มชนิดอื่นๆดังเช่น น้ำ นม หรือแม้แต่น้ำหวาน คุณก็สามารถนำใส่แก้วไวน์ เพื่อเพิ่มความเลิศหรู แล้วก็รสให้กับการดื่มได้อีกด้วย
การดูแลรักษาแก้วไวน์ภายหลังจากที่ดื่มเสร็จแล้ว สามารถทำได้ไม่ยาก มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ล้างแก้วไวน์ด้วยน้ำยาที่เอาไว้ล้างจาน โดยเริ่มด้วยการนำแก้วไวน์ที่เปรอะเปื้อน ไปล้างด้วยน้ำเพื่อจ่ายคราบเปื้อนเล็กน้อยออกไปก่อน แล้วก็เพื่อคราบที่ติดตามอยู่นุ่มขึ้น สามารถล้างออกได้อย่างไม่ยากเย็นด้วย จากนั้นจึงใช้ฟองน้ำนิ่มๆชุบน้ำยาที่เอาไว้ล้างจานพอสมควร แล้วนำฟองน้ำนั้นมาขัดถูชำระล้างแก้ว ขัดเอาคราบเปื้อนเครื่องดื่มที่ติดอยู่ออกให้หมด จบด้วยการล้างน้ำไม่เพื่อจัดการกับรอยคราบแล้วก็น้ำยาสำหรับล้างจานออก ก็เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย ในขั้นตอนกลุ่มนี้ คุณต้องระมัดระวัง อย่าให้แก้วไวน์หลุดมือ เพราะว่าอาจก่อให้แก้วไวน์ตกพื้นจนถึงแตกเสียหายได้
2. นำแก้วไวน์ที่ล้างจนสะอาดแล้วมาเช็ดด้วยผ้าสะอาดที่มีเนื้อนุ่ม อย่างผ้าขนหนู เพื่อแก้วแห้ง มองสะอาดเพิ่มขึ้น อย่าใช้ผ้าขี้ริ้ว หรือผ้าที่เลอะเทอะมาเช็ดถูเด็ดขาด ด้วยเหตุว่าจะก่อให้แก้วเลอะเทอะ
3. คว่ำแก้วไวน์บนชั้นคว่ำแก้วที่สามารถล็อกไม่ให้แก้วขยับได้ โดยสำหรับในการคว่ำ จำต้องคว่ำแก้วไวน์ไว้ที่จุดกึ่งกลางชั้น หรือจุดซึ่งสามารถล็อกไม่ให้แก้วไวน์ขยับได้ อย่าวางแก้วไวน์แบบหมิ่นเหลือเกิน เนื่องจากอาจทำให้แก้วร่วงลงมาแตกเสียหาย และต้องคว่ำแก้วไวน์ไว้ให้พ้นจากมือเด็ก หรือสัตว์เลี้ยงที่อาจทำให้แก้วไวน์หล่นแตกแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์จนเป็นโทษ
4. เมื่อแก้วไวน์ใบใดที่มีร่องรอยทรุดโทรม อย่างเช่น ปากแตก มีรอยแตก ถึงจะยังใช้ใส่เหล้าองุ่นได้อยู่ ก็ขอชี้แนะว่าไม่สมควรนำกลับมาใช้อีก เพราะรอยแตกพวกนั้นอาจทำให้ผู้ดื่มได้รับอันตราย บาดมือ หรือบาดปากจนถึงเป็นแผลได้
เมื่ออยากได้ดื่มเหล้าองุ่น เราขอแนะนำทุกคนว่าอย่าลืมเลือกใช้แก้วไวน์ เพื่อให้รสของไวน์โปรดของคุณ เพิ่มความหรูหราเลิศเลอให้กับไวน์ของคุณดียิ่งขึ้น จะใช้ดื่มเอง หรือเสิร์ฟแขกที่มาเยี่ยมเยือนที่บ้านดีแล้วทั้งหมด ยิ่งถ้าเกิดได้ดื่มคู่กับอาหารแสนอร่อยอย่างสเต๊ก รับประกันว่าคุณจะลืมเครื่องดื่มอย่างอื่นไปเลย

เครดิตบทความ บทความแก้วไวน์: Index

11
ในช่วงปัจจุบัน เทคโนโลยีการประกอบอาหารได้มีการปรับปรุงไปมาก เมื่อก่อนพวกเราอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีแค่เพียงเตาแก๊สเป็นเครื่องมือช่วยทำกับข้าวให้สุกเพียงอย่างเดียว ถ้าเกิดต้องการจะทำกับข้าวแบบไหนก็ใช้ภาชนะที่รองรับแล้วตั้งบนเตาแก๊ส เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะลำบากพอสมควร ทั้งยังตอนปรุงรวมทั้งตอนล้างชำระล้าง มาถึงปัจจุบันนี้ ได้มีการพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่รองรับการทำอาหารแต่ละแบบอย่างออกมาเยอะขึ้น ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่รองรับการต้ม การทอด การนึ่ง การอบ หนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นสำคัญพวกนั้น ยอดนิยมสูงที่สุด ก็คงหนีไมพ้นไมโครเวฟ

ไมโครเวฟ คือเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จำพวกเตาอบ มีรูปแบบการทำงานไม่เหมือนกับเตาอบทั่วๆไปคือ ใช้วิธีปล่อยคลื่นไมโครเวฟออกมาสัมผัสกับของกิน แล้วก็คลื่นไมโครเวฟนี้จะเข้าไปสะเทือนโมเลกุลของน้ำในของกินจนถึงมีการเสียดสีกันแล้วก็เปลี่ยนเป็นความร้อนที่ทำให้ของกินสุกได้ แถมยังสุกดีแบบที่ไม่ทำให้อาหารแห้งเหลือเกินอีกด้วย ไม่เหมือนกับเตาอบทั่วไปที่นำพลังงานไฟฟ้ามาเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนผ่านขดลวดโดยตรง ด้วยรูปแบบการทำงานที่ทันสมัยของไมโครเวฟ ทำให้มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่อุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทนี้จำต้องสู้กับความศรัทธาของคน มีการบรรเลงความรู้ไม่ถูกๆว่าการใช้ไมโครเวฟจะมีผลให้กำเนิดโรคมะเร็ง และได้เปลี่ยนเป็นความเชื่อถือที่ฝังหัวคนอีกหลายๆคนมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นเก่า แต่ว่าในทุกวันนี้ ความเลื่อมใสดังกล่าวก็ได้ถูกพิสูจน์ไปแล้วว่าไม่จริง สามารถใช้งานไมโครเวฟได้แบบไม่มีอันตรายอะไรก็แล้วแต่ตรงกันข้าม การใช้ไมโครเวฟปรุงอาหาร ยังช่วยทำให้ได้อาหารที่น่าทานอย่างสะดวกที่สุดอีกด้วย

อย่างที่คุณคงรู้กันดีว่า ไมโครเวฟในขณะนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระบบเป็นแบบหมุนลูกบิด และก็แบบปุ่มกด แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกแบรนด์ต่างก็ผลิตไมโครเวฟทั้งยัง 2 รุ่นนี้ออกมา จนถึงอาจจะส่งผลให้คุณงงงวยว่าจะเลือกแบบไหนดีถึงจะใช้ดี ไม่มีปัญหา แล้วก็ตรงกับความจำเป็นสูงที่สุด วันนี้พวกเราจะนำไมโครเวฟ 2 จำพวกนี้มาเปรียบเทียบกัน

ประการแรก จำเป็นต้องขอบอกเลยว่าไมโครเวฟ ทั้ง 2 รุ่นนี้ ต่างก็มีจุดเด่นจุดด้วยที่ต่างๆนาๆ ตามที่เราจะแยกให้ดูดังต่อไปนี้
1. ไมโครเวฟแบบลูกบิด เป็นไมโครเวฟที่จะมีปุ่มสำหรับหมุนเพื่อตั้งรายการอาหารตามอยากได้ ปกติจะมีอยู่เพียงแค่ 2 ปุ่มแค่นั้น คือปุ่มสำหรับบิดตั้งอุณหภูมิ รวมทั้งปุ่มสำหรับบิดกำหนดเวลา ไม่ค่อยมีเมนูอื่นนอกจากไปแล้ว ข้อดีของไมโครเวฟชนิดนี้คือใช้งานได้ง่ายอย่างยิ่ง เพราะไม่มีเมนูที่ซับซ้อน แม้กระทั้งคนที่ไม่ถนัดการใช้ไมโครเวฟสักเท่าไรก็ยังสามารถใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา ยิ่งไปกว่านี้ยังมีความคงทนสูง สามารถใช้งานได้แบบไม่ต้องระมัดระวังว่าปุ่มจะเสียหรือถลอก แม้กระนั้นจุดอ่อนของไมโครเวฟชนิดนี้ก็คือ ใช้งานได้ไม่นานัปการเท่าไรนัก เพราะว่ามีเมนูไม่มากมาย เป็นอย่างมากสุดก็สามารถใช้ได้แค่อบของกิน กับปิ้งของกิน 2 แบบงี้เพียงแค่นั้น เหมาะกับใช้ในบ้านที่สมาชิกไม่ค่อยนิยมทำครัวสักมากแค่ไหน เน้นย้ำอุ่นของกินที่ซื้อมาจากนอกบ้าน หรือปรุงอาหารกล้วยๆที่ไม่จำเป็นต้องใช้แนวทางการซับซ้อนเป็นหลัก
2. ไมโครเวฟแบบปุ่มกดดิจิทัล ไมโครเวฟที่มีระบบระเบียบควบคุมแบบใช้ปุ่มกดดิจิทัล ที่พวกเราชอบรู้จักกันดีในลักษณะของปุ่มเล็กๆนิ่มๆนูนขึ้นจากตัวเตาไม่มาก แถมยังมีหน้าปัดบอกเวลาที่ดูล้ำยุคอีกด้วย ไมโครเวฟรุ่นนี้จะสามารถใช้งานได้นานัปการกว่า เนื่องจากมีปุ่มสำหรับตั้งระบบการทำงานทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง ตั้งแต่การอบ การปิ้ง การนึ่ง การต้ม หรือแม้แต่การต้ม ในไมโครเวฟบางรุ่นก็ยังมี กล่าวได้ว่าเพียงแค่มีไมโครเวฟแบบปุ่มกดดิจิทัลไว้ใช้งานแค่ใบเดียว พวกเราก็จะสามารถทำกับข้าวได้แทบทุกอย่าง ไม่ต้องขอคืนดีเตาแก๊ส เตาไฟฟ้าอื่นๆเลย แต่จุดอ่อนของไมโครเวฟรุ่นนี้ ก็คือ ด้วยความที่มีระบบระเบียบการทำงานที่หลากหลาย ทำให้การใช้แรงงานออกจะสลับซับซ้อนมากยิ่งกว่าไมโครเวฟแบบลูกบิด ผู้ที่ไม่ค่อยสันทัดอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดนี้สักมากแค่ไหน ตอนซื้อมาครั้งแรกบางครั้งอาจจะมึนงงว่าใช้อย่างไร ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจสักพักกว่าจะได้อย่างที่อยาก แถมหากว่าวันใดวันหนึ่งคนอื่นมาเยี่ยมเยือนที่บ้าน แล้วต้องการจะใช้ไมโครเวฟของพวกเราเพื่ออุ่นของกินสำหรับปาร์ตี้ บางทีก็อาจจะไม่สามารถที่จะใช้ได้ ต้องเรียกพวกเราเป็นผู้ไปอบให้ ต่างจากไมโครเวฟแบบลูกปิดที่คนใดก็สามารถใช้ได้เลย ยิ่งไปกว่านี้ ปุ่มดิจิทัลที่ติดมาพร้อมกับไมโครเวฟยังออกจะบอบบางพอควร ถ้าหากเผลอกดแรงๆมีสิทธิจะก่อให้ปุ่มยุบ หรือถลอกปอกเปิกจนกระทั่งใช้การไม่ได้อีกเลยก็ได้ จะต้องใช้ความระวัง แต่ว่าโดยส่วนมาก หากเราไม่ออกแรงกดมากเกินความจำเป็นราวกับจะกดจุดนวดใครบางคน ปุ่มกดดิจิทัลของไมโครเวฟก็จะยังอยู่ได้ ไม่เกิดการชำรุดทรุดโทรมง่ายๆแน่ๆ

การจะเลือกว่าคุณควรจะซื้อไมโครเวฟแบบลูกบิด หรือแบบปุ่มกดดิจิทัลมาใช้ดี จึงขึ้นอยู่กับเหตุ 2 อย่าง ได้แก่ ความจำเป็นสำหรับการใช้งาน แล้วก็ความพอใจของคุณ ถ้าหากว่าคุณเป็นผู้ที่ไม่ค่อยอยู่บ้าน ปรุงอาหารเมนูใหญ่ๆสักเยอะแค่ไหน ที่ซื้อไมโครเวฟมาก็เพื่ออุ่นอาหาร กับอบเมนูกล้วยๆไว้ทานเป็นหลัก ก็ขอเสนอแนะให้ซื้อไมโครเวฟแบบบิด แต่ว่าถ้าซื้อไมโครเวฟมาเพื่อใช้ประโยชน์ในหลายอย่าง ตั้งแต่ทำกับข้าว อุ่นของกิน จนถึงอบดอกไม้ ไมโครเวฟแบบปุ่มกดดิจิทัลก็คงจะตอบโจทย์ในสิ่งที่ต้องการได้ดิบได้ดีที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด คือความชอบ ขอให้เลือกไมโครเวฟอย่างที่คุณชอบเยอะที่สุดมาใช้งาน เพื่อความไม่กังวลใจของคุณเองด้วย

เครดิตบทความ บทความไมโครเวฟ: Index Living Mall

12
เชื่อว่าแทบทุกๆบ้าน อาจเห็นว่าการประกอบอาหารไว้ทานเป็นสิ่งจำเป็น รวมทั้งจะต้องมีการทำอาหารอย่างต่ำสัก 1 มื้อทุกวัน เพราะเหตุว่าถ้าจะให้ซื้ออาหารจากนอกบ้านมาทานกันเสมอๆก็คงสิ้นเปลืองพอควร แถมยังไม่ค่อยดีต่อร่างกายสักเท่าไรอีกด้วย

สำหรับคนปรุงอาหารอย่างคุณ คงรู้ว่า การประกอบอาหาร คือการประสานเอาศาสตร์แล้วก็ศิลปกิ้งก้านต่างๆเข้ามาไว้ร่วมกัน ควรมีเครื่องไม้เครื่องมือเป็นจำนวนมาก แล้วก็จำต้องรู้จักการผสมของกินแบบมีฝีมือด้วย ไม่อย่างนั้นของกินที่ได้มาก็จะไม่อร่อยเท่าไรนัก แต่ว่าแม้ว่าการผสมของกินด้วยมือทุกขั้นตอน จะช่วยขับให้เมนูของคุณมีรสชาติดี น่าทาน มีกลิ่นหอมยวนใจมากก็จริง แต่ก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เช่นกันว่าถ้าหากใช้มือทำหมดทุกขั้นตอน ก็จำเป็นต้องเสียเวล่ำเวลาเป็นเวลานานมากพอเหมาะพอควร ยิ่งบางเมนู บางทีคุณอาจจะต้องใช้เวลาทำกว่าครึ่งวันเลยทีเดียวกว่าจะได้เป็นเมนูแสนอร่อยเชิญชวนฟินได้ หากว่าพ่อครัวคนปรุงอาหารอย่างพวกเราๆสามารถหาอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะทุ่นแรงบางขั้นตอนไปได้ก็คงดีไม่น้อย และก็เครื่องผสมอาหาร ก็เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ช่วยภาระการปรุงอาหารไปได้เยอะพอสมควรอยู่เหมือนกัน
เครื่องผสมอาหารเป็นเครื่องที่มีส่วนประกอบเป็น มีถาดสำหรับใส่อาหาร มีหัวสำหรับคน แล้วก็มีปุ่มพร้อมปลั๊กไฟสำหรับแทง และก็ออกคำสั่งให้เครื่องดำเนินงานได้ วิธีใช้งานทำเป็นง่ายดาย เพียงคุณนำของกินที่อยากได้ผสมใส่ลงไปในถาด แล้วแทงปลั๊กไฟ ตั้งรายการอาหาร แล้วกดสั่งขับเคลื่อนก็ใช้ได้ เครื่องจะทำการปั่นอาหารที่คุณเทใส่ลงไปให้เหมาะ เมื่ออ่านมาถึงนี้ คุณอาจจะสงสัยว่า ถ้าแบบนั้น พวกเรามีเครื่องปั่นอยู่แล้ว ไปใช้เครื่องปั่นเลยไม่ดีกว่าหรือ ขอบอกเลยว่า เครื่องปั่นจะช่วยปั่นอาหารให้เข้ากันได้เช่นเดียวกันก็จริง แต่ว่าก็จะก่อให้วัตถุดิบต่างๆที่คุณใส่ลงไปนั้นถูกบดจนแหลกละเอียด กลายเป็นสมูทตี้แบบที่ใช้ประโยชน์ปรุงต่อไม่ได้เลย แต่ว่าในเครื่องผสมอาหาร จะทำเพียงแค่คนอาหารให้ถูกกันเท่านั้น ไม่มีการกางใบมีดฟันวัตถุดิบในอาหารจนกระทั่งแหลกละเอียดแน่นอน เหมาะมากสำหรับใช้คนอาหารที่อยากได้ให้เหมาะ อย่างการผสมแป้งเพื่อทำขนมเค้ก การผสมสีจากใบเตยเข้ากับแป้งที่ได้นวดไว้แล้วให้มีสีสวยสดงดงาม สำหรับนำไปทำของหวานถัดไป หรือแม้แต่การใช้เพื่อตีไข่ให้ขึ้นฟู สำหรับนำไปทำกับข้าวพวกรายการอาหารไข่เจียว ไข่ต้ม หรือแม้แต่ใช้เป็นส่วนผสมในเมนูขนมก็ยังได้ด้วยเหมือนกัน พูดได้ว่าเป็นเครื่องสารพัดประโยชน์ ใช้ได้กับทุกรายการอาหาร จำพวกที่ว่าทุกๆบ้านที่ชอบด้านการทำของหวานหรืออาหารควรมีไว้ติดบ้านกันเลยจริงๆ

เครื่องผสมอาหาร ยังมีจุดแข็งอยู่ตรงที่ชิ้นส่วนต่างๆสามารถถอดล้างทำความสะอาดได้อย่างง่ายดายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นท่อนหัวสำหรับคน ส่วนถาดใส่ของกิน สามารถถอดออกมาได้อย่างไม่ยากเย็นรวมทั้งการล้างทำความสะอาดก็ไม่ยุ่งยาก ใช้แค่ฟองน้ำจุ่มกับน้ำยาที่เอาไว้ล้างจาน หลังจากนั้นเอามาถูทำความสะอาดบนองค์ประกอบที่เปรอะเปื้อน ตามด้วยล้างน้ำไม่ออกให้เกลี้ยง แล้วค่อยนำไปผึ่งไว้จนแห้งก็เท่านี้ก็เรียบร้อย เมื่อจะใช้คราวต่อไปก็แค่ประกอบส่วนประกอบต่างๆเข้าไปกับเครื่องเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะคือการใช้งาน หรือการล้างชำระล้างเครื่องผสมอาหารก็ตาม มีสิ่งที่คุณจะต้องระวังไว้ด้วย เพื่อการใช้งานเครื่องมีคุณภาพเยอะที่สุดและไม่เป็นอันตรายอะไรก็ตามดังนี้
1. ก่อนจะมีการใช้งาน ควรสำรวจส่วนประกอบของเครื่องแต่ละส่วนให้ดีว่า ได้ประกอบให้แน่นสนิทแล้วหรือยัง เพราะเหตุว่าในขณะที่ใช้งานอยู่ เครื่องผสมอาหารจะมีกำลังปั่นค่อนข้างจะแรง ถ้าเกิดคุณประกอบส่วนประกอบต่างๆไม่แน่นอปิ้งที่ต้องเป็น เมื่อใช้ไปได้สักระยะหนึ่ง อาจจะทำให้ชิ้นส่วนบางอย่าง อาทิเช่น หัวสำหรับคน หรือถาดใส่ของกินหลุดกระเดนออกมา จนอาหารที่ใส่อยู่หกเลอะเทอะเปรอะเปื้อน รวมทั้งยิ่งถ้าหากว่าส่วนประกอบต่างๆกระเด็นออกมาถูกตัวของผู้ใช้ด้วย ก็อาจจะส่งผลให้มีการบาดเจ็บ หรือเลอะเทอะเปรอะเปื้อนจนจำเป็นต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่กันเลยทีเดียว
2. ตรวจสอบความแรงสำหรับการปั่นของเครื่องที่ตั้งไว้ในในตอนนั้นเพราะเป็นยังไง ข้อนี้สำคัญมาก เพราะเหตุว่าจะส่งผลต่อของกินที่คุณกำลังประกอบอยู่โดยตรง บางเมนูที่ไม่ได้อยากได้ความแรงในการผสมมากมาย อย่างพวกของหวานที่อยากได้ให้มีเกล็ดน้ำตาลขึ้นทั้งหลายแหล่ จะต้องไม่ใช้ความแรงสำหรับในการผสมมากเกินความจำเป็น เพราะเหตุว่าเดี๋ยวน้ำตาลที่ใส่ไว้จะละลายหายไปหมด เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจะไม่มีเกล็ดน้ำตาลขึ้นเลย หรือรายการอาหารไข่อย่างไข่กระทะทั้งหลาย หากใช้ความแรงสำหรับการผสมมากเกินความจำเป็น ไข่ก็จะขึ้นฟูกันแบบโอฬาร ต่อไปนี้ละ เวลานำไปปรุงให้สุก ไข่จะแผ่บานเป็นจานเชิง ทานคนเดียวก็ไม่หมดกันเลยล่ะ
3. เมื่อใช้เครื่องผสมอาหารเสร็จแล้ว จำต้องถอดออกมาล้างทำความสะอาดให้สะอาดทุกคราวก่อนใช้ประโยชน์ครั้งถัดมา เพื่อให้เครื่องมีความสะอาด เหมาะสมสำหรับเพื่อการทำอาหาร และไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคที่จะทำลายสุขภาพ แถมการล้างเครื่องให้สะอาดทุกคราว ยังมีผลให้ของกินที่คุณปรุงมีรสชาติดี ไม่มีกลิ่นเหม็นหืนผสมด้วยนะ
4. รักษาเครื่องไว้ให้มิดชิดสักนิดหน่อย อย่าทำให้มีฝุ่นเกาะ หรือมีสัตว์อย่างจิ้งจก แมลงสาบ เข้าไปใช้เป็นที่อยู่หรือเดินผ่าน เพราะเหตุว่าประเดี๋ยวเครื่องจะเปรอะเปื้อนจนกระทั่งใช้ทำกับข้าวมิได้อีก แถมยังส่งผลให้เกิดโรคได้ง่ายอีกด้วย

ขอบคุณสำหรับที่มา บทความเครื่องผสมอาหาร: Index Living Mall

13
ในช่วงปัจจุบัน เทคโนโลยีการประกอบอาหารได้มีการปรับปรุงไปมาก เมื่อก่อนพวกเราอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีแค่เพียงเตาแก๊สเป็นเครื่องมือช่วยทำกับข้าวให้สุกเพียงอย่างเดียว ถ้าเกิดต้องการจะทำกับข้าวแบบไหนก็ใช้ภาชนะที่รองรับแล้วตั้งบนเตาแก๊ส เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะลำบากพอสมควร ทั้งยังตอนปรุงรวมทั้งตอนล้างชำระล้าง มาถึงปัจจุบันนี้ ได้มีการพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่รองรับการทำอาหารแต่ละแบบอย่างออกมาเยอะขึ้น ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่รองรับการต้ม การทอด การนึ่ง การอบ หนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นสำคัญพวกนั้น ยอดนิยมสูงที่สุด ก็คงหนีไมพ้นไมโครเวฟ

ไมโครเวฟ คือเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จำพวกเตาอบ มีรูปแบบการทำงานไม่เหมือนกับเตาอบทั่วๆไปคือ ใช้วิธีปล่อยคลื่นไมโครเวฟออกมาสัมผัสกับของกิน แล้วก็คลื่นไมโครเวฟนี้จะเข้าไปสะเทือนโมเลกุลของน้ำในของกินจนถึงมีการเสียดสีกันแล้วก็เปลี่ยนเป็นความร้อนที่ทำให้ของกินสุกได้ แถมยังสุกดีแบบที่ไม่ทำให้อาหารแห้งเหลือเกินอีกด้วย ไม่เหมือนกับเตาอบทั่วไปที่นำพลังงานไฟฟ้ามาเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนผ่านขดลวดโดยตรง ด้วยรูปแบบการทำงานที่ทันสมัยของไมโครเวฟ ทำให้มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่อุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทนี้จำต้องสู้กับความศรัทธาของคน มีการบรรเลงความรู้ไม่ถูกๆว่าการใช้ไมโครเวฟจะมีผลให้กำเนิดโรคมะเร็ง และได้เปลี่ยนเป็นความเชื่อถือที่ฝังหัวคนอีกหลายๆคนมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นเก่า แต่ว่าในทุกวันนี้ ความเลื่อมใสดังกล่าวก็ได้ถูกพิสูจน์ไปแล้วว่าไม่จริง สามารถใช้งานไมโครเวฟได้แบบไม่มีอันตรายอะไรก็แล้วแต่ตรงกันข้าม การใช้ไมโครเวฟปรุงอาหาร ยังช่วยทำให้ได้อาหารที่น่าทานอย่างสะดวกที่สุดอีกด้วย

อย่างที่คุณคงรู้กันดีว่า ไมโครเวฟในขณะนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระบบเป็นแบบหมุนลูกบิด และก็แบบปุ่มกด แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกแบรนด์ต่างก็ผลิตไมโครเวฟทั้งยัง 2 รุ่นนี้ออกมา จนถึงอาจจะส่งผลให้คุณงงงวยว่าจะเลือกแบบไหนดีถึงจะใช้ดี ไม่มีปัญหา แล้วก็ตรงกับความจำเป็นสูงที่สุด วันนี้พวกเราจะนำไมโครเวฟ 2 จำพวกนี้มาเปรียบเทียบกัน

ประการแรก จำเป็นต้องขอบอกเลยว่าไมโครเวฟ ทั้ง 2 รุ่นนี้ ต่างก็มีจุดเด่นจุดด้วยที่ต่างๆนาๆ ตามที่เราจะแยกให้ดูดังต่อไปนี้
1. ไมโครเวฟแบบลูกบิด เป็นไมโครเวฟที่จะมีปุ่มสำหรับหมุนเพื่อตั้งรายการอาหารตามอยากได้ ปกติจะมีอยู่เพียงแค่ 2 ปุ่มแค่นั้น คือปุ่มสำหรับบิดตั้งอุณหภูมิ รวมทั้งปุ่มสำหรับบิดกำหนดเวลา ไม่ค่อยมีเมนูอื่นนอกจากไปแล้ว ข้อดีของไมโครเวฟชนิดนี้คือใช้งานได้ง่ายอย่างยิ่ง เพราะไม่มีเมนูที่ซับซ้อน แม้กระทั้งคนที่ไม่ถนัดการใช้ไมโครเวฟสักเท่าไรก็ยังสามารถใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา ยิ่งไปกว่านี้ยังมีความคงทนสูง สามารถใช้งานได้แบบไม่ต้องระมัดระวังว่าปุ่มจะเสียหรือถลอก แม้กระนั้นจุดอ่อนของไมโครเวฟชนิดนี้ก็คือ ใช้งานได้ไม่นานัปการเท่าไรนัก เพราะว่ามีเมนูไม่มากมาย เป็นอย่างมากสุดก็สามารถใช้ได้แค่อบของกิน กับปิ้งของกิน 2 แบบงี้เพียงแค่นั้น เหมาะกับใช้ในบ้านที่สมาชิกไม่ค่อยนิยมทำครัวสักมากแค่ไหน เน้นย้ำอุ่นของกินที่ซื้อมาจากนอกบ้าน หรือปรุงอาหารกล้วยๆที่ไม่จำเป็นต้องใช้แนวทางการซับซ้อนเป็นหลัก
2. ไมโครเวฟแบบปุ่มกดดิจิทัล ไมโครเวฟที่มีระบบระเบียบควบคุมแบบใช้ปุ่มกดดิจิทัล ที่พวกเราชอบรู้จักกันดีในลักษณะของปุ่มเล็กๆนิ่มๆนูนขึ้นจากตัวเตาไม่มาก แถมยังมีหน้าปัดบอกเวลาที่ดูล้ำยุคอีกด้วย ไมโครเวฟรุ่นนี้จะสามารถใช้งานได้นานัปการกว่า เนื่องจากมีปุ่มสำหรับตั้งระบบการทำงานทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง ตั้งแต่การอบ การปิ้ง การนึ่ง การต้ม หรือแม้แต่การต้ม ในไมโครเวฟบางรุ่นก็ยังมี กล่าวได้ว่าเพียงแค่มีไมโครเวฟแบบปุ่มกดดิจิทัลไว้ใช้งานแค่ใบเดียว พวกเราก็จะสามารถทำกับข้าวได้แทบทุกอย่าง ไม่ต้องขอคืนดีเตาแก๊ส เตาไฟฟ้าอื่นๆเลย แต่จุดอ่อนของไมโครเวฟรุ่นนี้ ก็คือ ด้วยความที่มีระบบระเบียบการทำงานที่หลากหลาย ทำให้การใช้แรงงานออกจะสลับซับซ้อนมากยิ่งกว่าไมโครเวฟแบบลูกบิด ผู้ที่ไม่ค่อยสันทัดอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดนี้สักมากแค่ไหน ตอนซื้อมาครั้งแรกบางครั้งอาจจะมึนงงว่าใช้อย่างไร ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจสักพักกว่าจะได้อย่างที่อยาก แถมหากว่าวันใดวันหนึ่งคนอื่นมาเยี่ยมเยือนที่บ้าน แล้วต้องการจะใช้ไมโครเวฟของพวกเราเพื่ออุ่นของกินสำหรับปาร์ตี้ บางทีก็อาจจะไม่สามารถที่จะใช้ได้ ต้องเรียกพวกเราเป็นผู้ไปอบให้ ต่างจากไมโครเวฟแบบลูกปิดที่คนใดก็สามารถใช้ได้เลย ยิ่งไปกว่านี้ ปุ่มดิจิทัลที่ติดมาพร้อมกับไมโครเวฟยังออกจะบอบบางพอควร ถ้าหากเผลอกดแรงๆมีสิทธิจะก่อให้ปุ่มยุบ หรือถลอกปอกเปิกจนกระทั่งใช้การไม่ได้อีกเลยก็ได้ จะต้องใช้ความระวัง แต่ว่าโดยส่วนมาก หากเราไม่ออกแรงกดมากเกินความจำเป็นราวกับจะกดจุดนวดใครบางคน ปุ่มกดดิจิทัลของไมโครเวฟก็จะยังอยู่ได้ ไม่เกิดการชำรุดทรุดโทรมง่ายๆแน่ๆ

การจะเลือกว่าคุณควรจะซื้อไมโครเวฟแบบลูกบิด หรือแบบปุ่มกดดิจิทัลมาใช้ดี จึงขึ้นอยู่กับเหตุ 2 อย่าง ได้แก่ ความจำเป็นสำหรับการใช้งาน แล้วก็ความพอใจของคุณ ถ้าหากว่าคุณเป็นผู้ที่ไม่ค่อยอยู่บ้าน ปรุงอาหารเมนูใหญ่ๆสักเยอะแค่ไหน ที่ซื้อไมโครเวฟมาก็เพื่ออุ่นอาหาร กับอบเมนูกล้วยๆไว้ทานเป็นหลัก ก็ขอเสนอแนะให้ซื้อไมโครเวฟแบบบิด แต่ว่าถ้าซื้อไมโครเวฟมาเพื่อใช้ประโยชน์ในหลายอย่าง ตั้งแต่ทำกับข้าว อุ่นของกิน จนถึงอบดอกไม้ ไมโครเวฟแบบปุ่มกดดิจิทัลก็คงจะตอบโจทย์ในสิ่งที่ต้องการได้ดิบได้ดีที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด คือความชอบ ขอให้เลือกไมโครเวฟอย่างที่คุณชอบเยอะที่สุดมาใช้งาน เพื่อความไม่กังวลใจของคุณเองด้วย

เครดิตบทความ บทความไมโครเวฟ: Index Living Mall

14
ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่า เมื่อคุณใช้คอมพิวเตอร์ เฟอร์นิเจอร์อย่างหนึ่งที่จำเป็นจะต้องมีไว้ใช้งานอย่างต้องมีให้ได้ ก็คือ โต๊ะคอมพิวเตอร์ เพราะว่าถ้าขาดเครื่องเรือนชิ้นนี้ไปแล้ว การใช้งานคอมพิวเตอร์ก็จะทำได้ยากลำเค็ญ จะดูจอภาพก็จำเป็นต้องก้ม หรือจะใช้งานแป้นอักษรก็จำเป็นต้องก้มลงไปมาก จนกระทั่งส่งผลให้เกิดลักษณะของการปวดข้างหลัง ถึงกับขนาดไม่ได้อยากใช้คอมพิวเตอร์ต่อไปอีก

โต๊ะคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปจะได้รับการออกแบบมาให้สามารถวางชุดคอมพิวเตอร์ได้อย่างพอดีและก็ลงตัว มีช่องสำหรับวาง CPU รวมทั้งเครื่องปริ้น ส่วนพื้นที่บนโต๊ะ ก็กว้างพอที่จะใช้วางอุปกรณ์สำคัญอย่างจอภาพ เม้าส์ แล้วก็แป้นอักษร ยิ่งในบางรุ่น ต่อให้คุณวางอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จนครบแล้ว คุณก็ยังเหลือที่สำหรับวางเครื่องใช้เล็กๆน้อยๆอย่างอื่น หรือดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขใช้เป็นโต๊ะสำหรับเขียนงานได้อีก แต่ว่าเมื่อโต๊ะคอมพิวเตอร์มีการออกแบบมาให้มีส่วนสำหรับวางข้าวของได้มากเช่นนี้ ภาระหน้าที่ที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือวิธีการทำความสะอาด บางคนกล่าวว่า ซื้อโต๊ะมาแล้ว แม้ว่าจะวางเครื่องมือคอมพิวเตอร์ได้ครบทุกสิ่งทุกอย่างก็จริง แม้กระนั้นก็มีภาระหน้าที่ที่จำต้องทำความสะอาดจำนวนมาก ยิ่งโต๊ะรุ่นดีๆที่วางของได้เยอะมากๆยิ่งชำระล้างทุกข์ยากลำบาก กว่าจะขัดจนถึงครบทุกที่ได้ก็เสียเวลาเป็นชั่วโมง โดยเหตุนั้นในวันนี้ พวกเราจะมาดูกันเลยดีกว่าว่าถ้าหากอยากทำความสะอาดให้ครบทุกซอกทุกมุม ต้องทำอย่างไรบ้าง มีอยู่ 5 ขั้นตอนดังนี้

1. ถ้าเกิดสบายที่จะถอดวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆออกชั่วครั้งชั่วคราว ขอแนะนำให้ถอด CPU จอ เม้าส์ คีย์บอร์ด แล้วก็อื่นๆออกจากกัน หลังจากนั้นโยกย้ายมาตั้งชั่วครั้งชั่วคราวไว้ข้างนอกโต๊ะคอมพิวเตอร์ก่อนดีมากยิ่งกว่า เพื่อที่คุณจะได้ชำระล้างได้ทุกที่จริงๆถ้าหากคุณทำความสะอาดโต๊ะแม้ว่าวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ยังตั้งอยู่ จะเหลือจุดอับบางจุดที่คุณไม่อาจจะทำความสะอาดได้ ยกตัวอย่างเช่น ใต้ CPU ใต้จอภาพ ซึ่งจุดอับกลุ่มนี้ล้วนแล้วแต่เป็นที่สะสมฝุ่นแล้วก็สิ่งสกปรกต่างๆทั้งหมด การถอดวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ออก แล้วย้ายออกจากโต๊ะ จะช่วยทำให้วิธีการทำความสะอาดทำได้อย่างมีคุณภาพยิ่งกว่า

2. กระทำปัดฝุ่น หรือดูดฝุ่นที่ติดอยู่บนโต๊ะออกให้หมดก่อน วัสดุอุปกรณ์ที่จะช่วยคุณในกิจกรรมนี้ได้ ก็คือไม้ปัดขนไก่ หรือเครื่องดูดฝุ่น ให้ทำปัดฝุ่น หรือดูดฝุ่นรวมทั้งสิ่งสกปรกที่อยู่บนโต๊ะออกให้หมด เพื่อทำให้โต๊ะสะอาดไปในระดับหนึ่ง แล้วจึงค่อยถูต่อไป อย่ารีบถูถึงแม้ว่ายังมิได้ดูดฝุ่น ปัดฝุ่นไปเลย เนื่องจากจะทำให้เกิดรอยฝุ่นละอองติดโต๊ะไป แม้ว่าคุณจะถูอย่างมาก ความสกปรกก็ยังคงอยู่ ไม่หายไปไหนอยู่ดี สำหรับในการปัดหรือดูดฝุ่นละอองที่ติดอยู่บนโต๊ะ ขอให้คุณใช้ความระมัดระวังด้วยโดยเฉพาะถ้าคุณเป็นโรคภูมิแพ้ หรือโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเท้าหายใจ รอบคอบอย่าให้ฝุ่นละอองลอยละล่องกระจัดกระจายเข้าจมูก อาจส่งผลให้เกิดการเคืองในระบบฟุตบาทหายใจ แล้วก็ทำให้โรคประจำตัวกำเริบได้

3. เมื่อโต๊ะไม่มีฝุ่นผง หรือเหลือฝุ่นละอองลดลงแล้ว คุณก็สามารถกระทำขัด ชำระล้างได้เลย การเช็ดโต๊ะ คุณสามารถใช้ได้ทั้งผ้าชุบน้ำที่สะอาด หรือใช้น้ำยาที่ใช้เพื่อการทำความสะอาดพ่นแล้วใช้ผ้าถูตาม ทั้ง 2 แนวทางแบบนี้ สามารถทำให้โต๊ะคอมพิวเตอร์ของคุณสะอาดได้ มีข้อควรปฏิบัติตาม เป็น ห้ามใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเป็นด่างรุนแรงในการถูทำความสะอาด เนื่องด้วยอาจจะเป็นผลให้ผิวของโต๊ะได้รับความเสื่อมโทรม แล้วก็การเช็ดด้วยน้ำที่สะอาด ควรทำบิดผ้าให้หมาดที่สุดก่อนนำไปขัดถู เนื่องจากว่าหากคุณใช้ผ้าที่เปียกน้ำเหลือเกินสำหรับในการชำระล้าง จะก่อให้กำเนิดรอยเปื้อนน้ำขึ้นบนโต๊ะ แม้ว่าจะไม่ใช่คราบเปื้อนเลอะเทอะซึ่งมีความสกปรก แต่ก็ทำให้โต๊ะของคุณดูเลอะเทอะสวย ยิ่งกว่านั้น การใช้ผ้าที่เปียกเกินไป อาจส่งผลให้ผิววัสดุของโต๊ะบางชนิด อาทิเช่น ไม้อัด กระดาษอัด ได้รับความเสื่อมโทรม บวมน้ำ ปริ แตก ในตอนหลัง

4. รอคอยให้โต๊ะแห้งชั่วประเดี๋ยว ระหว่างนี้ก็ทำความสะอาดเครื่องมือคอมพิวเตอร์อื่นๆที่มีฝุ่นเกาะ รวมทั้งพื้นที่รอบๆโต๊ะไปพร้อมกันด้วย วิธีการทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบ แล้วก็สิ่งของที่วางบนโต๊ะ จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยให้โต๊ะคอมพิวเตอร์ของคุณสะอาดเป็นเวลานาน ไม่มีฝุ่นผง หรือสิ่งสกปรกมาจับในเวลาแค่ไม่กี่วัน แถมยังช่วยทำให้โต๊ะทำงานของคุณมองสะอาด เป็นระเบียบ พร้อมต่อการทำงานเพิ่มขึ้น

5. จัดสิ่งของที่เคยวางอยู่บนโต๊ะให้กลับเข้าที่เข้าทาง กระทำการประกอบคอมพิวเตอร์กลับให้เรียบร้อย งามตามเดิม อย่าลืมตรวจตราด้วยว่าการต่อเครื่องใช้ไม้สอยคอมพิวเตอร์ของคุณนั้นทำได้ถูกแล้วหรือยัง ถ้าเกิดยัง ให้ถอดออกแล้วต่อใหม่ แนะนำว่าให้ตรวจก่อนจะเปิดเครื่อง เนื่องจากว่าเมื่อเปิดเครื่องไปแล้ว คุณจะถอดเครื่องมือเพื่อต่อใหม่ได้ทุกข์ยากลำบาก เพราะเหตุว่าวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวนมากเป็นโลหะ ซึ่งระหว่างที่เปิดคอมอยู่ กระแสไฟจะเดินไปทั่ว ถ้าเกิดคุณมาเสี่ยงถอดตอนเปิดเครื่องไปแล้ว ก็บางทีก็อาจจะถูกไฟดูดได้ แม้จะไม่ใช่กระแสไฟที่แรงจนถึงแก่ชีวิต แต่ว่าก็สร้างความตกอกตกใจให้กับคุณได้มากพอควร

วิธีการทำความสะอาดโต๊ะคอมพิวเตอร์ ก็มีอยู่ทั้งผอง 5 ข้อดังต่อไปนี้ ผู้ใดกันแน่ที่มีโต๊ะคอมพิวเตอร์ประจำตำแหน่งอยู่ ขอให้หมั่นชำระล้างโต๊ะของคุณอยู่เสมอ เพื่อสร้างบรรยากาศให้ดูน่าดำเนินงานเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพื่อสุขอนามัยของคุณเองด้วย อย่างน้อยควรจะชำระล้างสักอาทิตย์ละครั้ง แต่ว่าหากผู้ใดสะดวกจะชำระล้างเป็นประจำก็สามารถทำได้ แล้วก็ยิ่งเกิดเรื่องที่ดีด้วย

ขอบคุณสำหรับที่มา บทความโต๊ะคอมพิวเตอร์: www.indexlivingmall.com

15
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ของกินหลักที่คนไทยนิยมบริโภคกันมาเป็นเวลายาวนาน ก็คือ ข้าว รวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งสามารถทำให้ข้าวสุกพร้อมต่อการรับประทานได้ ก็คือ หม้อหุงข้าว

หม้อหุงข้าวในยุคปัจจุบันนับได้ว่ามีการปรับปรุงไปมาก จากเดิมที่มีแต่ว่าหม้อหุงข้าวแบบกดธรรมดา ก็พัฒนามาเป็นหม้อหุงข้าวระบบดิจิทัลซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมควบคุมการหุงข้าวได้ สามารถเลือกได้ว่าจะให้หุงข้าวออกมาเป็นลักษณะใด นุ่ม เหลว แข็ง หรือเป็นโจ๊ก แถมยังสามารถตั้งโปรแกรมเพื่อใช้ปรุงอาหารเมนูต่างๆนอกเหนือจากการหุงข้าวได้อีกด้วย ด้วยความที่หม้อหุงข้าวระบบดิจิทัลสามารถใช้งานได้มากแบบนี้นี่เอง นำมาซึ่งการทำให้ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆจนถึงขณะนี้ ยิ่งไปกว่านั้น คนจำนวนไม่น้อยเริ่มมีความเห็นกันว่า หม้อหุงข้าวดิจิทัลสามารถหุงข้าวได้สวยกว่าหม้อธรรมดา ตอนที่หม้อธรรมดาหุงไม่ค่อยสวยสักเยอะแค่ไหน และก็กลายเป็นความเชื่อถือฝังหัวกระทั่งเกิดค่านิยมว่าจะต้องซื้อแต่ว่าหม้อหุงข้าวดิจิทัลเพียงแค่นั้น ปริศนาเป็น ความเลื่อมใสดังที่กล่าวมาแล้วจริงเท็จยังไง หม้อหุงข้าวระบบกดปกติสู้หม้อแบบดิจิทัลไม่ได้จริงๆหรือ วันนี้พวกเราจะมาหาคำตอบกัน

ขั้นแรก จะต้องขออธิบายแนวทางการทำงานของหม้อหุงข้าวแบบกดปกติก่อน หม้อหุงข้าวจำพวกนี้จะดำเนินงานโดยการเปลี่ยนไฟฟ้าให้เป็นความร้อน ก่อนจะส่งผ่านแผ่นความร้อนไปสู่ไส้หม้อที่เป็นอุปกรณ์นำความร้อน เมื่อไส้หม้มีข้าวและน้ำใส่อยู่อย่างถูกต้อง หม้อหุงข้าวจะทำส่งความเข้าสู่ไส้หม้อ กระทั่งทำให้ข้าวรวมทั้งน้ำด้านในหม้อเริ่มเดือด รวมทั้งจะดำเนินงานแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกระทั่งน้ำในหม้อจะเดือดแล้วระเหยออกไปจนกระทั่งหมด สวิตซ์หม้อข้าวก็จะดีดขึ้นอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้การจะควบคุมให้ข้าวในหม้อสวยหรือเปล่าสวย ก็เลยขึ้นอยู่กับการใส่น้ำ ถ้าหากใส่น้ำในระดับที่พอดี เหมาะสมกับประเภทของข้าวที่เอามาหุง ข้าวก็จะสวย สามารถกินได้อย่างอร่อย แต่ว่าหากใส่น้ำไม่เพียงพอ น้ำจะแห้งไปก่อนที่ข้าวจะสุก ผลที่ตามมาก็คือข้าวแข็ง ดิบ ส่วนถ้าหากใส่น้ำมากจนเกินความจำเป็น ข้าวจะถูกต้มในน้ำนานเกินไปจนถึงเริ่มเหลว กว่าหม้อจะดีด ข้าวก็เฉอะแฉะจนกระทั่งไม่น่ารับประทาน โดยเหตุนี้การที่ใครหลายคนบ่นว่าใช้หม้อหุงข้าวแบบกดธรรมดาแล้วข้าวไม่สวย ก็เลยมิได้มีเหตุมาจากตัวหม้อข้าว แต่ว่าเกิดจากการใส่น้ำในปริมาณที่ไม่เหมาะสมมากยิ่งกว่า

ส่วนหม้อหุงข้าวดิจิทัล โดยธรรมดาก็จะมีแนวทางการทำงานคล้ายกับห้อหุงข้าวแบบกดธรรมดา เพียงแค่หม้อหุงข้าวประเภทนี้จะมีส่วนเสริมเป็น แผงควบคุม ทำให้สามารถสั่งงานหม้อให้ปฏิบัติงานนอกเหนือจากการหุงข้าวได้ อย่างเช่น ให้ทำข้าวต้ม ทำโจ๊ก หรือแม้กระทั้งการสั่งให้หุงข้าวแบบนิ่มน้อย นุ่มมาก ก็สามารถทำเป็น ต่างจากหม้อหุงข้าวแบบกดปกติที่ไม่ได้มีแผงควบคุม ไม่อาจจะสั่งงานนอกเหนือจากการหุงข้าวได้ ด้วยความที่หม้อแบบดิจิทัลสามารถสั่งงานได้หลายชนิด ทำให้แม้กระทั้งคนที่กะจำนวนน้ำสำหรับเพื่อการหุงข้าวไม่เป็น ก็สามารถหุงข้าวให้ออกมางามได้ ด้วยประการฉะนี้จึงทำให้ใครหลายคนเกิดความเข้าใจผิดว่า หม้อหุงข้าวแบบดิจิทัลสามารถหุงข้าวได้สวยกว่าหม้อแบบกดปกติ เพราะเหตุว่าจริงๆแล้ว แม้ใส่น้ำลงในหม้อในปริมาณไม่เหมาะสมกับจำพวกข้าวที่หุง ข้าวก็ออกมาไม่สวยได้ด้วยเหมือนกัน

ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมานี้ จึงนำมาสู่บทสรุปที่ว่า หม้อหุงข้าวแบบธรรมดากับหม้อหุงข้าวดิจิทัล ที่แท้ก็มีคุณภาพในการใช้งานที่เท่าเทียมกัน สามารถหุงข้าวได้อย่างสวยงามเช่นกัน ก็แค่หม้อหุงข้าวแบบดิจิทัล จะเหนือกว่าในทางของรายการอาหารใช้งานที่ทำเป็นนานาประการกว่า ขณะที่หม้อหุงข้าวแบบกดธรรมดาจะสามารถใช้งานได้สำคัญๆเฉพาะการหุงข้าวแค่นั้น ในหม้อแบบใหม่จะปรับให้สามารถดึงสวิตซ์เพื่อตัดรูปแบบการทำงานของหม้อได้เอง ไม่ต้องคอยให้หม้อตัด เพื่อรองรับการใช้แรงงานที่นานาประการขึ้น แต่ว่าก็ยังสามารถใช้งานได้ดิบได้ดีที่สุดเพียงการนึ่งของกินเพียงแค่นั้น เวลาที่หม้อหุงข้าวระบบดิจิทัล ดังที่ได้บอกไปแล้วว่าสามารถตั้งเมนูเพื่อทำครัวชนิดต่างๆได้นานาประการ ไม่ว่าจะเป็นข้าวต้ม โจ๊ก ข้าวเหนียวนึ่ง หรือแม้แต่การต้มก็ยังทำได้ อย่างไรก็ตาม หม้อหุงข้าวระบบดิจิทัลก็ยังมีข้อเสียอยู่บ้างบางประการเป็นใช้งานได้ยาก จำเป็นที่จะต้องเล่าเรียนคู่มือให้ละเอียดก่อนใช้ ถ้าเกิดกดเมนูผิด ข้าวที่หุงก็จะออกมาไม่สวย ในขณะหม้หุงข้าวแบบปกตินั้นไม่มีอะไรสลับซับซ้อน แค่ใส่น้ำให้ถูกต้อง แล้วกดสวิตซ์ ก็สามารถหุงข้าวให้สวยงามได้แล้ว นอกจากนี้ หม้อหุงข้าวแบบกดปกติยังราคาแพงถูก ขณะที่หม้อหุงข้าวแบบดิจิทัลจะราคาแพงสูงพอควร

การเลือกใช้งานหม้อหุงข้าว ควรจะดูจากความประพฤติของตัวเราเป็นหลัก ถ้าเกิดพวกเราอยากได้หม้อหุงข้าวที่สามารถใช้งานได้อย่างมากมายนอกจากจกการหุงข้าว รวมทั้งใช้ทำกับข้าวได้ด้วย เหมาะกับใช้งานในห้องครัวที่มีพื้นที่จำกัดที่ไม่อาจจะวางเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ในห้องครัวอันอื่นได้ ก็ควรเลือกหม้อหุงข้าวดิจิทัล แต่ว่าถ้าเราอยากได้หม้อหุงข้าวที่เน้นย้ำการใช้แรงงานเพื่อหุงข้าวอย่างเดียว ส่วนการประกอบอาหาร เราใช้เตาแก๊สและก็เตาอบต่างๆเป็นตัวช่วยอยู่แล้ว ก็ควรจะเลือกใช้หม้อหุงข้าวจำพวกกดปกติจะดีมากกว่า

Source: บทความหม้อหุงข้าว: Index Living Mall

หน้า: [1] 2 3 ... 14